Author Archives: ammeria

About ammeria

เชื่อมั่นในไสยศาสตร์.

อ.กฤษณะ ไล่ผีเด็กจมน้ำตาย

11219648_1465430617088625_4643835128940291125_n

อ.กฤษณะ ไล่ผีเด็กจมน้ำตาย

เสี่ยต้น เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง มีบ้านอยู่แถววัดเทียนถวาย เป็นธรรมดาที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างย่อมมีลูกน้องเยอะ อยู่ๆตาลุงคนหนึ่งที่เป็นลูกน้องเสี่ยต้น เกิดอาการผิดปรกติ มีอาการเบลอ พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วจะพูดถึงแต่ชื่อคนตาย ที่อยู่แถววัด แล้วจะบ่นว่าร้อน จะพยายามลงแม่น้ำให้ได้ ลูกเมียต้องช่วยกันจับไม่ให้ลงน้ำ
เสี่ยต้นเห็นท่าไม่ดี จึงนำตัวตาลุงมาหาอ.กฤษณะ เมื่ออาจารย์ตรวจดูก็พบว่ามีผีมาเข้าจริง ไม่ใช่อาการโรคประสาท อ.กฤษณะจึงถามผีว่ามาเข้าเขาต้องการอะไร ผีที่สิงตาลุงก็นิ่งไม่พูด ตอนหลังอ.กฤษณะจึงรู้ว่าทำไมมันไม่ยอมบอก อ.กฤษณะเห็นผีดื้อไม่ยอมตอบ จึงหยิบตะกรุดมหาถอน ที่ลงตามยันต์มหาถอนใหญ่ ของตำราพระเวทย์อ.แปลก ร้อยบาง ตามตำราว่าถอนได้ทุกสิ่ง ทั้งอาถรรพ์เวทย์มนต์คาถา ภูติผีปีศาจ แม้เทวดายังต้องเกรง อ.กฤษณะทำไว้เพียงสามดอก ดอกนึงเอาไว้ใช้เอง อีกสองดอกให้ศิษย์ที่ใกล้ชิด


เนื่องจากอยากจะลองอำนาจตะกรุด จึงไม่ได้ว่าคาถาอะไร เอาตะกรุดไปจี้เฉยๆ ผีก็ร้องว่าร้อนๆ อ.กฤษณะจึงชักตะกรุดออก แล้วว่าร้อนก็ออกไปซิ ผีก็นิ่งเงียบ อาจารย์จึงเอาตะกรุดจี้เข้าไปใหม่ คราวนี้ผีมันร้องร้อนๆกลัวแล้วๆ อาจารย์จึงชักตะกรุดออก แล้วถามผีว่าออกแน่นะ ผีก็รับปากว่าออกๆ อาจารย์เลยว่าเดี๋ยวกูว่าคาถาถอนโบถส์มึงออกไปตามนั้นนะ ผีก็พยักหน้ารับ อาจารย์เลยเอาตะกรุดจี้ไปที่กระหม่อม แล้วว่าคาถาพอสะบัดตะกรุดออกไป ตาลุงหงายท้องตึง หัวโขกพื้นดังโป๊ก สักพักพอประคองตาลุงขึ้นนั่ง ตาลุงทำหน้างงๆแล้วถาม ที่นี่ที่ไหน แล้วผมมาอยู่นี่ได้อย่างไร พวกลูกเมียจึงอธิบายให้ฟัง


ตอนหลังนั่งคุยกัน จึงทราบว่าผีที่มาเข้า เป็นคนแถววัดเทียน จมน้ำตายเมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อน แล้วที่อ.กฤษณะถามว่ามันต้องการอะไร ที่มันไม่ยอมตอบ เพราะมันจะเอาตาลุงคนนี้ไปเฝ้าแม่น้ำแทนมัน โชคยังดีที่ผีจะเอาตาลุงลงน้ำ ลูกเมียล็อคตัวไว้ ไม่งั้นป่านนี้ตาลุงคงเป็นผีเฝ้าแม่น้ำแล้ว


หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ พระผู้ทรงอภิญญา

10440760_1466371226994564_1489414222424522896_n

หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ พระผู้ทรงอภิญญา
เป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อปาน และหลวงพ่อจง

หลวงพ่อสุ่นพระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวัดบางปลาหมอ
อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระผู้เป็น
พระอาจารย์สองพระเกจิ อาจารย์ชื่อดังคือ
หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
และหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก
ทั้งสองพระเกจิอาจารย์จัดว่าเป็นสุดยอด
พระอาจารย์ดังของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยทีเดียว

หลวงพ่อสุ่น เป็นพระวิปัสสนากรรมฐานผู้ทรงอภิญญา
มีวิชาอาคมไสยเวทย์เปี่ยมล้น นอกจากนี้ยังเป็นพระหมอ
รักษาไข้ ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่สาธุชน
ทั่วไปอีกด้วย ปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อสุ่น ที่ปรากฏ
และเล่าสืบต่อกันมามีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน
จากบันทึกของ “พระราชพรหมยาน” หรือ
“หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง” ลูกศิษย์รูปหนึ่งของหลวงพ่อปาน
วัดบางนมโค ได้บันทึกไว้ว่า

“หลวงพ่อสุ่นเป็นพระอุปัชฌาย์หลวงพ่อปาน ครั้นหลวงพ่อปาน
บวชแล้วก็ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อสุ่น ที่วัดบางปลาหมอ
เพื่อศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมต่างๆ จากพระอาจารย์ ซึ่งหลวงพ่อสุ่นเองก็รักใคร่ ในตัวของหลวงพ่อปาน ถ่ายทอดวิชาอาคม ต่างๆ ให้” หลวงพ่อปานนั้น มีความรักอยากจะเรียนทางหมอรักษาคนไข้ แต่หลวงพ่อสุ่นอยากให้ศิษย์รักรับวิชาอาคมต่างๆ เอาไว้ด้วย ดังนั้นการเรียนการสอนจึงมีทั้งไสยเวทย์และทางหมอยาควบคู่กันไปด้วย

หลวงพ่อสุ่นท่านสำเร็จทางด้านกสิณ ท่านก็ให้หลวงพ่อปาน
เรียนกสิณและให้เรียนทางวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งหลวงพ่อปาน
ท่านก็ตั้งใจมานะศึกษาเล่าเรียนวิชาต่างๆ จากพระอาจารย์จนสำเร็จอภิญญาได้กสิณต่างๆ จนครบ ทั้งวิปัสสนากรรมฐานท่านก็ได้มา
การเรียนวิชาของหลวงพ่อปานใหม่ๆ นั้น หลวงพ่อสุ่นท่านได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ ไว้ให้ปรากฏหลายอย่างเช่น วันหนึ่งหลวงพ่อสุ่นท่านให้หลวงพ่อปานรดน้ำมนต์ให้คนไข้ หลวงพ่อปานเห็นน้ำมนต์
ในตุ่มเหลือน้อยแล้ว ก็จะไปตักน้ำมาทำน้ำมนต์เพิ่มอีก หลวงพ่อสุ่น
ท่านก็ห้ามไว้ท่านบอกว่า “ไม่ต้องไปตักหรอกปานเอ๊ย พ่อตักไว้ให้แล้วรดไปเถอะ”

หลวงพ่อปานตักน้ำมนต์ในตุ่มรดคนไข้ ซึ่งหลวงพ่อปานเอง
มาเล่าให้ฟังภายหลังว่า วันนั้นรดน้ำมนต์ให้กับคนไข้ประมาณ
50 คน น้ำในตุ่มยังยุบไม่ถึงคืบ ตุ่มนั้นก็เป็นตุ่มเล็กๆ พอตอนหลังท่านไปถามหลวงพ่อสุ่นก็ได้รับคำ ตอบว่า “พ่อเอาใจตักแล้ว”
จากนั้นท่านก็สอนวิชาใช้คาถาตักน้ำให้หลวงพ่อปาน ก็คือวิชาอาโปกสิณนั่นเอง

หลวงพ่อสุ่นเป็นพระที่มีวิชาอาคมสูงมาก ท่านจะตรวจดูด้วย
ญาณทิพย์ของท่านเสมอ ก่อนที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
แล้วก็รักษาตามโรคนั้น ผู้ป่วยที่มาให้หลวงพ่อรักษาจะหาย
กลับไปทุกราย ยกเว้นผู้นั้นไปไม่ไหวถึงฆาตจริงๆ ก็ช่วยไม่ได้
ในเรื่องของอิทธิฤทธิ์ต่างๆ นั้น ท่านมักจะไม่ทำให้ผู้ใดเห็น
เกรงว่าจะกลายเป็นพระผู้อวดคุณวิเศษไป นอกจากหลวงพ่อปาน
ที่ขณะเรียนวิชาอยู่กับท่านเท่านั้น หลวงพ่อสุ่นอยู่วัดท่านก็ทำนุบำรุงซ่อมแซมเสนาสนะต่างๆ ไปเรื่อยๆ ต่อเติมสิ่งที่ชำรุดไปทีละอย่างสองอย่างตลอด

ปัจจัยที่ญาติโยมให้มาจากการรักษาโรคท่านก็นำมาซ่อมสร้างวัด
จะปรากฏชัดเมื่อปลายๆ สมัยหลวงพ่อสุ่นประมาณปี พ.ศ.2403
ได้มีการก่อสร้างครั้งใหญ่อันมีหลวงพ่อสุ่น คณะสงฆ์ ทายกทายิกา ชาวบ้านต่างก็ร่วมมือกันทำนุบำรุงวางแผนผัง ก่อสร้างเสนาสนะ
ภายในวัดต่างๆ กันใหม่ก็มีอุโบสถ มีลักษณะเป็นศิลปะแบบไทย
ภายในมีภาพเขียนเรื่องราวประวัติของพระพุทธเจ้าฝีมือวิจิตรบรรจงสวยงาม ส่วนพระประธานพุทธลักษณะงดงาม ปัจจุบันทางวัดรื้อโบสถ์เก่าออก แล้วสร้างใหม่ขึ้นแทนเพราะของเก่าชำรุดทรุดโทรมเต็มที

วิหารพระพุทธไสยาสน์ อยู่หน้าอุโบสถ ศาลาการเปรียญเป็นเสาไม้แบบไทยๆ สร้างใหม่ของเดิมสร้างเมื่อ พ.ศ.2494 ประดิษฐานรูปปั้น “บรมครูแพทย์ชีวกโกมารทัต” ด้วย ในยุคของหลวงพ่อสุ่นนั้น นอกจากท่านจะช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ประชาชนทั่วไปแล้ว ท่านยังเป็นพระเถระผู้มีความสามารถในทางเทศนาอบรมสั่งสอนสาธุชนอีกด้วย ท่านจะขึ้นเทศน์บนศาลาการเปรียญ ชาวบ้านทั้งไกลและใกล้จะเดินทางมาฟังธรรมจากท่านเป็นจำนวนมาก และก็มาอยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดก็ไม่ใช่น้อย
Cr.BuddhaSattha


เสือหรั่งบางบ่อ

Image

เสือหรั่งบางบ่อ

เสือหรั่ง เป็นชาวบ้านระกาศ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เป็นคนเรียบร้อย หน้าตาดี
ต่อมาเมียมีชู้เลยยิงทั้งชู้ ทั้งเมียตาย แล้วถูกตำรววจตามล่า ยิงตำรวจตายอีก
เลยเป็นโจร ปล้นคนรวยมาช่วยคนจน แถวบางพลี บางบ่อ บางปะกง แปดริ้ว
โดยจะเลือกเอาคนรวยที่คดโกง จึงมีคนเป็นหูเป็นตาเยอะ แม้เจ้าหน้าที่จะระดมกำลังจับตาย
ก็ไม่สามารถได้ตัวมาดำเนินคดี
มีคนเลื่องลือกันว่า เสือหรั่งเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปานวัดบางเหี้ย คลองด่าน
มีตะกรุดโทนที่หลวงพ่อปานทำไว้ให้ ป้องกันตัว ทำให้เสือหรั่งแคล้วคลาดได้อย่างอัศจรรย์
จนเสื่อหรั่งออกจะกำเริบ ปักป้ายประกาศก่อนไว้เลยว่าจะปล้นที่ไหน เมื่อไร
เมื่อมีข่าวว่าเสือหรั่งจะปล้นบ้านวัดโบสถ์ ฉะเชิงเทรา
ผู้คนต่างแตกตื่นขนข้าวของเงินทองย้ายไปอยู่กับญาติที่อื่นกันมาก

มีเพียงนายผูก เศรษฐีบ้านวัดโบนถ์ที่ไม่ได้ย้ายเพราะสมบุญ ลูกสาวไม่ยอมไป
จะอยู่กับบริวารสู้กับโจร จนวันหนึ่งมีชายโพกผ้า 3 คนบุกบ้านนายผูกยามค่ำคืนร้องว่า
เสือหรั่งปล้น แล้วจับนายผูกกับลูกสาว แต่ลูกสาวดิ้นรนต่อสู้ จนผ้าโพกหน้าหลุด เห็นหน้าโจร
ปรากฏว่าเป็น ไอ้ทรัพย์ลูกหนี้นายผูกที่เพิ่งถูกนายผูกยึดที่นา มาปลอมเป็นเสือหรั่ง
เมื่อเห็นหน้ากันแล้ว ไอ้ทรัพย์สั่งลูกน้องให้ฆ่าสมบุญทิ้งซะ แต่ทันใดนั้นเสียงปืนดังขึ้น
ลูกน้องไอ้ทรัพย์ล้มสิ้นใจตายต่อหน้า ต่อตา
แล้วปรากฏร่างเสือหรั่งพร้อมพรรคพวก ขึ้นบ้านมา ไอ้ทรัพย์ตกใจ ทรุดฮวบ ที่เจอเสือหรั่งตัวจริง
“ข้าแอบดูอยู่พักใหญ่แล้วว่าใครกันที่อ้างชื่อข้ามาปล้น” เสือหรั่งพูด
แล้วจับไอ้ทรัพย์กับลูกน้องมัด แล้วบอกกับสมบุญกับนายผูกว่า
อีกซักครู้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองกับกำนันจะมา
สมบุญเห็นหน้าเสือหรั่งประกอบกับกิริยาเรียบร้อย
ทำให้พึงพอใจในตัวเสือหรั่งมาก พูดกับเสือหรั่งว่า
“ ต้องกล้าหาญเช่นนี้สิ ถึ่งจะเป็นลูกผู้ชาย”
เสือหรั่งเห็นสมบุญมีกิริยาเช่นนั้น จึงพูดว่า
“ข้าก็ชอบหญิงที่กล้าหาญเช่นกัน หญิงแบบนี้แหละที่จะรักเดียวใจเดียวกับสามี
ไม่เป็นอื่น แต่ข้าคงพาเจ้าไปลำบากด้วยไม่ได้ ด้วยทางโจรย่อมอยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง
เราเดินคนละทางกัน” แล้วจากไป
ไม่นานเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็มาถึงบ้าน ไอ้ทรัพย์ต้องติดคุกและป่วยตายในคุก

แต่นั้นมา สมบุญก็เฝ้าตามข่าวเสือหรั่งจนพ่อไม่พอใจ แต่ไม่สามารถขัดใจลูกสาวได้
ต่อมามีข่าวเสือหรั่งเข้ามอบตัวกับทางการ เพื่อสู้คดีที่ฆ่าเมียและชายชู้ แต่คดีปล้น
ไม่มีใครเข้าร้องทุกข์
ศาลตัดสินจำคุก 20 ปี สมบุญก็เพียรเข้าเยี่ยมเสือหรั่ง
และทราบเหตุผลที่มอบตัวเพื่อกลับตัวมาแต่งงานกับสมบุญ
ติดคุกได้เพียง 5 ปีเสือหรั่งก็ได้รับการปล่อยตัว
เพราะได้ร่วมกับลูกน้องในคุกและเจ้าหน้าที่ สกัดการแหกคุกของเสือน้อย
และได้ช่วยชีวิตผู้คุมที่ถูกจับเป็นตัวประกันได้อีก
เมื่อออกจากคุกเสือหรั่งได้ให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอสมบุญ
แม้นายผูกจะคัดค้านสมบุญเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นผล
สมบุญต้องการเพียงการแต่งงานเงียบๆ ตามประเพณีเท่านั้น
แล้วนายหรั่งก็ย้ายมาอยู่บ้านวัดโบสถ์ ขยันขันแข็งทำงาน เรือกสวนไร่นา อย่างดี
หลังแต่งงานมาอยู่บ้านวัดโบสถ์ ไอ้หอม พี่ชายไอ้ทรัพย์ คิดแก้แค้นนายหรั่ง
ตามมาหาเรื่องหลายครั้ง แต่นายหรั่งก็ไม่ตอบโต้

จนวันหนึ่งหลังจากนายหรั่งกับสมบุญทำธุระที่แปดริ้วเสร้จแล้วมาขึ้นเรื่อที่วัดโบสถ์
ไอ้หอมพร้อมลูกน้องมาดักที่ท่าเรือ แล้วใช้ปืนจ้องมา
ร้องท้านายหรั่ง จะแก้แค้นให้น้องชาย พร้อมพูดจาดูถูกว่า
เสือหรั่งสิ้นลาย เกาะเมียกินไปวันๆ

นายหรั่งสุดจะทนแล้วในคราวนี้พุ่งปราดเดียวถึงตัวไอ้หอม
เตะมือไอ้หอมปืนกระเด็น แล้วถีบจนหงายท้องใช้เท้ายันหน้าอกไว้
ลูกน้องไอ้หอมจะเข้ามาช่วยลูกพี่แต่ สมบุญร้องห้ามแล้วชักปืนพกเล็กออกมา
แล้วหรั่งก็ชักมีดเหน็บออกมา ร้องว่า
“ กูทนมึงมานานแล้ว ลูกผู้ชายทนได้ทนไป แต่ความอดทนมันก็มีจำกัด วันนี้มึงได้ตายสมใจแน่” จังหวะที่จะจ้วงแทงนั้นเอง เสียงหลวงพ่อทองก็ดังมาข้างหลัง
“หยุดก่อนนายหรั่ง อาตมาขอชีวิตมันไว้เถิด
ในเมื่อโยมหรั่งกลับตัวเป็นคนดีแล้ว ก็อย่าให้มือเปื้อนเลือดอีกเลย “

“ เจ้าหอม เจ้าประพฤติตัวเป็นนักเลงหัวไม้ มีแต่คนเกลียด
อย่าเห็นว่าคนยอมให้แล้วจะได้ใจ ถ้าเขาหมดความอดทนแล้วละก็
ชีวิตเจ้าก็จะรักษาไว้ไม่ได้
ถ้ายังทำตัวอย่างนี้ก็จงออกไปจากบ้านวัดโบสถ์นี้ซะ”
แล้วทุกคนก็เลิกรากลับบ้านกันไป ไม่มีใครกล้ามาระรานเนายหรั่งอีกเลย

ปล.รูปภาพไม่เกียวข้องกับตัวเสื่อหรั่งเป็นเพียงภาพประกอบเท่านั้น


สมัยก่อนโจรกับเครื่องรางพระเครื่องเป็นของคู่กัน

11709451_1468545670110453_809638744477731522_n

สมัยก่อนโจรกับเครื่องรางพระเครื่องเป็นของคู่กัน …

สมัยที่เสือขาวจะถูกยิงเป้านั้น (เสือขาวเป็นจอมโจรเจ้าของฉายาขุนโจรร้อยศพ มีประวัติ***มโหดมากฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กแรกเกิด เสือขาวมีของดีที่อยู่กับตัวคือ “ลูกอมหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว จังหวัดฉะเชิงเทรา”) หลวงพ่อดิ่งได้เตือนเสือขาวว่า “มึงจะต้องตายโหงหากไม่เลิกเป็นโจร” เสือขาวตอนนั้นกำลังทะนงตัว เพราะไม่มีอาวุธใด ๆ ทำอันตรายเสือขาวได้เลย ปืนก็ยิงไม่ออก มีดก็แทงไม่เข้า ความเป็นอมตะของเสือขาวนี้เอง ทำให้เกิดความลำพองใจไม่ฟังคำเตือนของหลวงพ่อดิ่งซึ่งเป็นอาจารย์ของตัวเอง ตำรวจชุดไล่ล่าซึ่งประกอบด้วย ร.ต.อ.พจน์ รัตนดิลก จ่าบุญมี แก่นกระโทก จ่าดวง เดชชาติ ได้มาหาหลวงพ่อดิ่งที่วัดบางวัว แล้วถามว่าจริงหรือที่ว่าเสือขาวนั้นหนังเหนียว หลวงพ่อดิ่งบอกว่า “จริง ไอ้ขาวมันหนังเหนียว ยิงฟันไม่เข้าหรอก แต่มันจะแพ้ดวงของมันเอง อาตมาบอกไม่ได้หรอกว่าจะสังหารไอ้ขาวได้อย่างไร เพราะมันจะเป็นการผิดศีล”

ตำรวจชุดไล่ล่าลาหลวงพ่อดิ่งกลับ ในขณะนั้นมีตาเถรคนหนึ่งซึ่งรู้จักกับจ่าบุญมีได้มาบอกว่า “ถ้าจะสังหารไอ้ขาว จะต้องใช้ลูกปืนที่หัวกระสุนทำด้วยใบมีดหมอ มีดหมอต้องเป็นของหลวงพ่อโศก วัดปากคลอง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งหลวงพ่อโศกเป็นพระสหายของหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว วิชาอาคมของหลวงพ่อดิ่งที่ลงไว้ หลวงพ่อโศกท่านจะจารแก้ไว้บนใบมีดหมอของท่าน” สมัยก่อนนั้นมีดหมอของหลวงพ่อโศก วัดปาคลองยังพอที่จะหาได้ไม่เหมือนในเวลานี้ ซึ่งหามีดหมอของท่านไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งหาได้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเป็นของแท้หรือเปล่า เพราะของปลอมมีแยะเหลือเกิน ทำได้เหมือนของจริงจนแยกแยะไม่ออก เสือขาวได้ปะทะกับตำรวจชุดไล่ล่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้ง เพราะกระสุนเพียงนัดเดียวมันก็เกินพอที่จะทำให้เสือขาวถึงกับทรุดท้องทะลุแม้ว่าจะไม่ตายแต่ก็คางเหลืองสิ้นลายของคำว่า “จอมโจรหนังเหนียว” นับตั้งแต่บัดนั้น เสือขาวถูกพิพากษาโทษให้ประหารชีวิต (ยิงเป้า) ซึ่งกระสุนที่เพชรฆาตใช้สังหารเสือขาว หัวกระสุนทั้งหมดที่ใช้ยิงทำจากใบมีดหมอของหลวงพ่อโศก ทุกนัด ครับ

———————————-

สุด ๆ ก็คราว ๆ สงครามอินโดจีน ที่สมรภูมิปอยเปต
ทหารไทย สองนายลุกพรวดจากแนวป้องกัน เดินดุ่ม ๆ เข้าไปตัดลวดสนาม โดยที่ฝ่ายฝรั่งเศสก็ระดมยิงปืนกลหนักเข้าใส่
แต่ไม่ระคายผิว ทั้ง ๆ ที่ หมวกเหล็กทะลุเป็นรู แต่คนไม่ยักกะเป็นอะไร ล้มกลิ้งล้มหงาย แล้วก็ลุกขึ้นมาใหม่ได้
จนกองทัพฝรั่งเศสต้องล่าถอยทิ้งที่มั่นไป ทหารญวนที่โดนเกณฑ์มาก็กลัวทหารไทยมาก กรณีนี้ เท่าที่จำได้ ทหารไทย พก ผ้าถุงของแม่ กับ ฟันของพ่อ ซึ่งเป็นเครื่องรางที่คนไทยโบราณถือว่า เป็นของสูง จริง ๆ มีพระแจกนะครับ ปลุกเสกโดยเกจิดังยุคนั้น 4 รูปคือ

หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี
หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
หลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
หลวงพ่ออี๋ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

มีนามเรียกว่า “จาด จง คง อี๋” แต่บางท่านก็บอกว่า ไม่ใช่หลวงพ่ออี๋ แต่เป็นอีกท่านหนึ่ง ก็ว่ากันไป

———————————————

ตะกรุดเเม่ทัพ หลวงพ่อกวย
ทหารไทยได้ ถูกส่งตัวไปรบที่ลาว ทั้งถูกยิงถูกเเทง เเต่ไม่ได้รับบาดเจ็บไดๆ พอสงครามลาวสิ้นสุด
ด้วยความลำพองใจ*^ในพุทธคุณ ตะกรุดเเม่ทัพของหลวงพ่อกวย^ ทหารที่เป็นลูกศิบย์หลวงพ่อกวย จากทหารทีั่รับใช้ชาติกลับมาเป็นโจรปล้นเสียเอง

———————————————

สุดยอดความคงกระพันของ เจ้า กรมหลวงชุมพร
มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งขณะที่เสด็จในกรมกำลังเสวยน้ำจัณฑ์อยู่ที่วัง ได้มีคนเข้ามาทูลว่ามหาดเล้กของพระองค์ได้เกิดวิวาทกับพวกนักเลงใกล้ๆ กับวังนางเลิ้ง และน่ากลัวจะเพลี่ยงพล้ำ เพราะพวกนักเลงมีมาก พระองค์จึงรีบขี่ม้าออกไปช่วย เมื่อเสด็จถึงทรงเห็นว่าพวกนักเลงกำลังจะลงดาบฟันมหาดเล็กของพระองค์ พระองค์จึงได้กระโจนลงจากม้าขึ้นคร่อมมหาดเล็ก ดาบจึงฟังถูกหลังของพระองค์ดัง “บึ๊ก” พอดีพวกมหาดเล็กที่เหลือตามเสด็จมาทัน พวกนักเลงจึงได้หนีไป ว่ากันว่าที่พระวรกายของพระองค์ไม่ปรากฎว่ามีรอยคมดาบเลย ทรงปัดฝุ่นออกจากร่ายกายแล้วแย้มพระสรวลกับมหาดเล็กที่มีเรื่อง


หลวงพ่อปาน สอนลูกศิษย์เสกของ

11050282_732391183549430_4703682497382820083_n

หลวงพ่อปาน สอนลูกศิษย์เสกของ

ช่วงตอนปลายอายุท่าน มีอยู่พรรษาหนึ่งท่านได้ทำผ้ายันต์เกราะเพชร ปีนั้นท่านไม่เสกเอง ท่านได้ให้หลวงพ่อเล็ก ที่เป็นศิษย์อาวโสสูงสุด ขณะนั้นเป็นสมภารรองอยู่ นำผ้ายันต์เหล่านั้นไปปลุกเสก หลวงพ่อเล็กเมื่อได้มอบหมาย ก็ขมักเขม้นตั้งใจปลุกเสกมาก ในช่วงพรรษานั้นเมื่อว่างจากภารกิจ จะเข้าไปขลุกอยู่ในกุฎิปลุกเสกผ้ายันต์ตลอด จนใกล้ออกพรรษาจึงนำผ้ายันต์ไปให้หลวงพ่อปาน ด้วยใจที่มุ่งมั่นมาก ว่าท่านต้องชมว่าเสกดีมาก แต่ยังไม่ทันจะเหยียบเข้าประตูกุฎิ หลวงพ่อปานท่านร้องมาว่า”ยังใช้ไม่ได้ ให้กลับไปเสกอีก” หลวงพ่อเล็ก ต้องแบกผ้ายันต์กลับกุฎิ ระหว่างทางก็นึกว่า เราเดินวิชาขั้นสูงมาเสกอยู่ตั้งสามเดือน ทำไมใช้ไม่ได้
แต่ท่านรู้จิตใจหลวงพ่อปานดีว่า ถ้าท่านไม่สอนแสดงว่า ท่านให้ไปคิดด้วยตัวเอง


เมื่อท่านกลับมากุฎิ คราวนี้ตั้งใจมากกว่าเดิม นอกจากออกไปฉันเช้าเท่านั้น หลังจากนั้น ท่านจะเข้าสมาธิเสกตลอด จากคำบอกเล่าหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ว่าสมัยนั้นในวัดนอกจากหลวงพ่อปานแล้ว ไม่มีพระรูปใดจะมีสมาธิแก่กล้าเท่าหลวงพ่อเล็ก หลังจากคร่ำเคร่งเสกอยู่สามวัน จึงนำไปให้หลวงพ่อปานดูใหม่ คราวนี้หลวงพ่อปานให้นำไปวางตรงหน้าท่านได้ ท่านหยิบผ้ายันต์มาเพ่งดู แล้วก็บอกหลวงพ่อเล็กว่า ยังไม่ดีพอ เอากลับไปเสกใหม่ ท่านต้องขนผ้ายันต์กลับไปใหม่


เมื่อท่านขนผ้ายันต์มาที่กุฎิแล้ว ท่านก็มองกองผ้ายันต์ แล้วคิดว่าเราจะเสกอย่างไรดี นี่ก็เดินวิชาจนหมดไส้หมดพุงแล้ว เมื่อจนหนทางไม่รู้จะเสกอย่างไร พลันปัญญาก็เกิดความคิด ว่าตั้งแต่เสกมา ยังไม่ได้ขอบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ เทวดาที่มีฤทธิ์ทั้งหลายมาช่วยเสก ใช้แต่กำลังตนเอง เมื่อนึกได้ท่านจึงจุดธูปจุดเทียน อาราธนาคุณทั้งหมด หลังจากนั้นก็เข้าสมาธิเฉยๆ พอรุ่งเช้า นำผ้ายันต์ไปให้หลวงพ่อปาน คราวนี้หลวงพ่อปานชมเปาะ ต้องเสกอย่างนี้สิมันถึงจะใช้ได้ คราวนี้ท่านก็สอนหลวงพ่อเล็กว่า ถ้าเราใช้แต่พลังตนเอง ของนั้นอยู่ได้ไม่นานก็เสื่อม เพราะตัวเรายังต้องตายเลย แต่ถ้าอาราธนาคุณพระพุทธเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ของเหล่านั้นสามารถอยู่ได้ชั่วกัปป์ชั่วกลป์เลยทีเดียว


ตี๋ใหญ่ ตอนจบ

10502164_1466440350320985_1435761321366621416_n

ตี๋ใหญ่ ตอนจบ

18 ธันวาคม พ.ศ.2517 ตี๋ใหญ่และพรรคพวกบุกเข้าปล้นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ของนายฮุยกวง แซ่โค้ง ปากซอยนพมาศ ถนนจริญสนิทวงศ์ ท้องที่สน.ภาษีเจริญ ได้เงินและของมีค่าไปจำนวนไม่น้อยอีกเช่นกัน ตี๋ใหญ่กบดานเงียบ แน่นอนในช่วงเวลานั้น เขาเป็นอาญชากรที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในท้องที่หลายจังหวัดต้องการตัวอย่างยิ่ง แหล่งกบดานของเขา กล่าวว่า เป็นอพารต์เม้นท์แห่งหนึ่ง แถวอนุสาวรีย์ ชัยสมรภูมิ… เช้าขึ้นเขาจะแต่งตัวผูกเน็คไท ถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ ใส่แว่นเรย์แบนด์ออกจากที่พักทุกเช้า เย็นค่ำจะกลับมาตามปกติ เสมือนคนทำงานทั่วไป ตี๋ใหญ่เป็นจอมโจรที่ฉลาดผิดสามัญโจรทั่วไป ไม่มีลูกน้องคนไหนล่วงรู้เลยว่า เขากบดาน หรือมีที่นอนที่ไหน ตี๋ใหญ่ มักจะอยู่ไม่เป็นที่ ต้องคอยหลบหนีตลอด เวลาจะไปพบลูกน้องก็จะไปพบเองว่า และเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะตัดสินใจไปปล้นที่ไหน เขาจะเป็นคนไปดูลาดเลา วางแผน กะเวลา ด้วยตนเองตามลำพังคนเดียว นัดกับลูกน้อง จะไม่กำหนดเวลาที่แน่นอน ไปช้าบ้าง ไปเร็วบ้าง หรือไม่ไปเลย รวมทั้งหากจะไปปล้นที่ไหน ตี๋ใหญ่จะบอกและระดมสมัครพรรคพวก ก่อนหน้าในเวลาล่วงหน้าไม่กี่ชั่วโมง จากพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เขาหนีรอดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาได้เป็นเวลาหลายปี เพราะตี๋ใหญ่ไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น…..นอกจากตนเอง

ขนาดเวลานอน เขายังใช้วิธี จุดธูปแล้วมัดด้วยหนังสติ๊กผูกติดไว้ระหว่างหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้ เวลาที่ธูปไหม้จนเกือบหมดดอก เขาจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาสำรวจตรวจตรารอบๆ ที่พัก หากไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เขาจะนอนหลับต่อและใช้วิธีแบบเดียวกันนั้นตลอดคืน แม้จะระวังตัวรอบคอบแค่ไหนก็ตาม แต่แล้วในที่สุด ตี๋ใหญ่ก็ถูกจับ มันเป็นการถูกจับ ครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิตของนักฆ่ามหากาฬคนนี้

ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายจับเป็น ตี๋ใหญ่อหังการคะนองศึก กันยายน พ.ศ. 2518 เหมือนฟ้าจะบันดาลดล ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบเสาะแกะรอยตี๋ใหญ่ ตามหมายจับหลายใบในหลายท้องที่ อยู่เอาเป็นเอาตายอยู่นั้น สายสืบของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขต สน.ภาษีเจริญก็โทรบอกมาว่า พบตี๋ใหญ่กับสมุนกำลังซ่อมสุมกำลังกันอยู่ในบ้านเช่าหลังหนึ่งในสวนแถวบางพลัด….ถนนเจริญสนิทวงศ์….เท่านั้นเอง กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็กรูกันเข้าไปล้อมจับ และมันง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ ตี๋ใหญ่ยอมให้เจ้าหน้าที่จับกุม จับเป็นครั้งแรกในชีวิต มันง่ายดายเสียงยิ่งกว่าอะไร เหมือนกับว่านี้ไม่ใช้ตี๋ใหญ๋ตัวจริง ที่ก่อคดีปล้นฆ่าสะท้านเมืองมานับไม่ถ้วน หนังสือพิมพ์พากันเสนอข่าวนี้อย่างเกรียวกราว เพราะตลอดในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา กว่า 10 คดีที่ตี๋ใหญ่ก่อขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย หลาย สน.ไม่สามารถแกะรอย หรือดมกลิ่นไปถึงตัวเขาได้เลย แต่แล้วจู่ๆ ตี๋ใหญ่ตัวจริงก็ถูกใส่กุญแจมือจนได้ จนมันง่ายดายเหลือเชื่อ

การถูกจับกุมครั้งนี้ มีการขยายผลออกไปมากมาย และแน่นอน ตี๋ใหญ่ถูกถ่ายภาพ ทำประวัติ และพิมพ์ลายนิ้วมือเป็นครั้งแรก ….หลายคดีที่เขาก่อขึ้นในหลายจังหวัดถูกผนวกรวมกันเข้ามา ด้วยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยคิดคร่าวๆ แล้ว ความผิดของตี๋ใหญ่นั้นถึงขั้นประหารชีวิตแน่นอนไม่ก็จำคุกตลอดชั่วชีวิต จากห้องขังที่ สน.ภาษีเจริญ ตี๋ใหญ่ถูกฝากขังต่อที่เรือนจำลาดยาว อยู่อีกหลายวัน ประสบการณ์ครั้งแรกในคุกลาดยาวนี่เอง มันฝังใจตี๋ใหญ่สุดยากแค้น มันทำให้แค้นและการกระทำที่ได้รับจากคนคุกด้วยกัน ตี๋ใหญ่สุดแค้นใจและประกาศต่อพรรคพวกของเขาต่อมาว่า….เขาจะไม่ยอมถูกจับอีกต่อไป

และวันที่ตี๋ใหญ่ประกาศก็มาถึง 11 ตุลาคม พ.ศ.2518 ตี๋ใหญ่ต้องออกเดินทางจากกรุงเทพฯ พร้อมนายเอก สมุนคู่ใจ ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ตามคำสั่งของศาลเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจขออายัดตัวมาในคดีที่เขาบุกเข้าไปปล้นร้านทองแสงเจริญเชียงใหม่ การเดินทางครั้งนี้ใช้รถไฟเป็นพาหนะ มีพลตำรวจทวนและตำรวจเสงี่ยมควบคุมตัวไปบนโบกี้รถไฟชั้น 3 ตี๋ใหญ่กับสมุนถูกตีตรวน ใส่กุญแจมืออย่างแน่นหนาเพื่อป้องปกกันการหลบหนีอย่างเต็มที่

18.30 น. รถไฟสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เคลื่อนตัวออกจากสถานีรถไฟสามเสนโดยมีสองเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสองเสือร้ายนั่งประจันหน้ากันไปตลอดทาง เสือร้ายอยู่ในสภาพลูกแมวเชื่องๆ เวทนา แต่ในใจเขานั้นคิดอะไรอยู่ ยากที่ใครจะรู้ โอกาสหาหนทางหนี ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน ทั้งคู่ถูกใส่กุญแจมือ และโซ่ตรวน ร้อยข้อเท้าด้วยโซ่ขนาดใหญ่สุด

เวลา 02.00 น. ฝนตกกระหน่ำหนักหนา ระหว่างที่ขบวนรถไฟ เคลื่อนที่ออกจากสถานีตะพานหิน ในเขตจังหวัดพิจิตร มุ่งไปยังสถานีดงตะขบ ผู้โดยสารส่วนใหญ่หลับสนิทกันหมดแล้ว….จู่ๆ ตี๋ใหญ่กับสมุนที่ซึ่งล่ามกุญแจขออนุญาตเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะ พลตำรวจทวนเดินตามนักโทษทั้งสองไปเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องน้ำที่เปิดแง่มไว้ ไม่มีลางร้าย….ไม่มีสิ่งบอกเหตุ หลังสองเสือร้ายเข้าห้องน้ำไปเพียง 30 วินาที เสียงกระจกหน้าต่างก็แตกดังเพล้ง!! ดังสนั่นลั่นขึ้น พลตำรวจทั้งสองตกใจ รีบพรวดพลาดเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปดู…สิ่งที่เห็นภายใน มีเพียงความว่างเปล่า กับเศษกระจกที่ตกแตกเกลื่อนพื้น ตี๋ใหญ่กับสมุนอันตรธานหายตัวไปแล้ว เสือร้ายทุบกระจก แล้วเสี่ยงชีวิตพุ่งตัวออกไปนอกขบวนรถไฟ ที่วิ่งด้วยความเร็ว 90 กม./ชั่วโมง ซึ่งข้างนอกมืดมิด เต็มไปด้วยทุ่งนา และป่าเขา ถ้าไม่คอหักตาย ก็อาจถูกรถไฟทับขาด 2 ท่อน เมื่อตี๋ใหญ่กระโดดหนีลงจากรถไฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังหาเสือร้ายกันอย่างยกใหญ่ แต่ไม่พบศพ หรือร่องรอยใดๆ เลย แม้แต่รอยเลือด นั้นแสดงให้เห็นว่า เขาติดปีกหนีไปอย่างลอยนวลอย่างแน่นอน นั้นเองทำให้เกิดเสียงรำลือว่า ตี๋ใหญ่ เป็นโจรจอมขมังเวทย์ มีคาถาอาคมกำบังหายตัวได้ จึงทำให้หลุดรอดจากการจับกุมของทางการได้ และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของโจรโหดจอมขมังเวย์ในเวลาต่อมา!!

วันที่ 29 เมษายน 2522 เวลา 13.10 น. ที่ร้านทองแม่บุ้งกี่ เลขที่ 986/39 ในตลาดมหาชัย ถนนสุขาภิบาล จ.สมุทรสาคร กำลังเปิดร้านตอนเที่ยง ในร้านประกอบด้วยนายสมัคร วรานุภาพ อายุ 53 ปี เจ้าของร้านกำลังคุยกับนายสมาน วรานุภาพ อายุ 50 ปี น้องชายพร้อมนางปราณี ภรรยาวัย 39 ปี นั่งอยู่ใกล้ๆ กัน ถัดมาเป็นนายสุธีลูกชายของนายสมัครอายุ 19 ปีรวมกับลูกๆ ของนายสมานมี นายธีระธรกับ ด.ช.สาธิต อายุ 15 ปี รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้หลังร้านมี นางสาวจิราภรณ์ บุตรสาวของนายสมัครนั่งทำงานบ้านอยู่กับนางคำปัน คำมา อายุ 17 ปี สาวใช้

ทันใดนั้น มีชายหนุ่มสองคน แต่งกายด้วยชุดทหารพราน กับชุดกากี ถือปืนกล เอ็ม.16 บุกเข้าร้านทองแหกปากให้ทุกคนในร้านห้ามขยับเขยื้อน นายสมัครตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขารีบหนีหลังร้าน แต่ไม่ทัน เพราะคนร้ายกราดยิงนายสมัครด้วยปืนเอ็ม.16 กระสุนถูกบริเวณหน้าผาก หน้าอกเบื้องซ้ายและหน้าท้องขาดใจตายคาที่ นอกจากนั้นกระสุนลูกหลงยังไปถูกนายสุธีที่ก้านคอกระสุนฝังใน นางปราณีโดนกลางหลัง นางสาวจิราภรณ์ที่อยู่ด้านหลังโดนกระสุนที่สะบักขวาทะลุปอด นางสาวคำปันโดนขาขวา นอกนั้นสามารถหลบลูกหลงอย่างหวุดหวิด จากนั้นคนร้ายรีบใช้ปืนยิงกราดตู้โชว์แล้วใช้พานท้ายปืนทุบตู้กระจกให้แตกละเอียด แล้วเก็บกวาดทองนากนานาชนิดใส่เป้สีเขียวแบบทหาร 2 ใบที่เตรียมมา ที่หน้าร้านมีคนร้ายสองคนดูต้นทางและคอยคุ้มกันจนเสร็จภารกิจ ทั้งหมดวิ่งไปทางท่าน้ำเทศบาล พอดีเวลานั้น จ.ส.ต.พลเทพ พลจันทร์ อายุ 42 ปี ตำรวจประจำตู้ยามสถานีรถไฟเกิดได้ยินเสียงปืนดังกึกก้องจึงออกไปดูว่าอะไรเกิดขึ้น และถูกคนร้ายยิงปืนใส่ด้วยปืนเอ็ม.16 จนตายคาตู้ยาม

จากนั้น พลฯ แนบ ดวงสงฆ์ ตำรวจจราจร สภ.อ.สมุทรสาคร ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาเห็นเหตุการณ์และเกิดการต่อสู้กับกลุ่มคนร้ายและยิงโดนคนในกลุ่ม ล้มไปหนึ่งคนล้มเลือดกระฉูด ทว่า เหล่าคนร้ายไม่ยอมทอดทิ้งให้เพื่อนตายอย่างหมาข้างถนน พวกโจรยังอุตสาห์ประคองเพื่อนที่บาดเจ็บหนีไปอย่างทุลักทุเล ขณะเดียวกันก็ได้ใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าเป็นการข่มขู่ชาวบ้านและตำรวจเป็นระยะ ระยะ จากนั้นก็หนีมาที่ท่าน้ำของเทศบาลและหนีโดยทางเรือหางยาวขนาด 2 ตอนติดเครื่องกระหึ่มมุ่งหน้า อ.กระทุ่มแบน และก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

เย็นวันเดียวกันมีการพบศพคนร้ายที่พลฯ แนบ ดวงสงฆ์ ยิงในขณะหลบหนีที่ สวนริมคลองตัน ในบ้านเลขที่ 74 ม.4 คลองตัน อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร นี้เองตำรวจเริ่มรู้ซึ้งแล้วว่าตอนนี้ตี๋ใหญ่กลายเป็นบุคคลอันตรายระดับชาติเสียแล้ว เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของพวกโจร เป็นทั้งคนผลิตพวกโจรสายต่างๆ ออกมาเย้ยกฎหมายมาอย่างมากมายหลายก๊ก หลายเหล่า ถ้าปล่อยนานๆ เข้าโดยไม่ทำอะไร มีหวังประเทศไทยกลายเป็นแหล่งซ่อมสุมชุมโจรเป็นแน่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำต้องวางแผนทำอะไรสักอย่าง

อะไรที่มีประสิทธิภาพ สามารถปราบตี๋ใหญ่ได้อย่างอยู่หมัด ตี๋ใหญ่ ในตอนนั้นรู้ตัวดีว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดใหญ่ทิ้งภาระอื่นๆ เพื่อมาตามจับเขาโดยเฉพาะ เขาเริ่มยิ่งระมัดระวังตัวเป็นทวีคูณ ลางสังหรณ์บางอย่างเกิดขึ้น ตี๋ใหญ่เคยปรารภว่า เขาอาจจะต้องตายเพราะคนใกล้ชิดคนใดคนหนึ่ง

แน่นอนมันเป็นลางสังหรณ์ที่เป็นเรื่องจริงในอีกไม่กี่เดือนต่อมา ยุทธการขั้นต่อไปของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ การใช้แผนเกลือจิ้มเกลือ ไม่เช่นนั้น หากไล่ล่ากันต่อไป ชื่อเสียงของกรมตำรวจยิ่งเสื่อมลงเสื่อมลง ซึ่งนั้นทำให้ค่าหัวของโจรผู้นี้มีมูลค่า 50,000 บาท ในสมัยนั้น และนั้นก็คือจุดเริ่มต้นของอวสานของตี๋ใหญ่ แผนการของตำรวจถูกวางไว้อย่างแยบยล เริ่มจากนายทวีป เสือคล้ำ ลูกน้องคนสนิทของตี๋ใหญ่ที่ไว้วางใจคนหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามประกบแล้วกล่อมให้ร่วมมือเวลาต่อมา จากนั้นก็สั่งให้นายทวีปเป็นสายส่งข่าวบอกความเคลื่อนไหวของตี๋ใหญ่ให้ทราบ โดยมีเงินรางวัลนำจับ 50,000 บาท เป็นของล่อใจ

แน่นอน งานนี้ ตำรวจหมายมั่นปั้นมือว่ามันต้องสำเร็จ นายทวีปตกลงกับตำรวจ กล่าวกันว่าช่วงเวลานี้ ตี๋ใหญ่กำลังตัดสินใจวางวางมือจากการปล้นฆ่าและหันไปหาที่ลี้ภัยไกลๆ สักที่หนึ่ง แล้วอยู่อย่างคนธรรมดาสามัญ แบบปกติสุข โดยมีเงินเก็บก้อนหนึ่งพอสมควร แต่ลิขิต แห่งชีวิตได้ถูกขีดไว้แล้ว มันต้องไปตามนั้น ตี๋ใหญ่ตัดสินใจวางแผนปล้นอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นครั้งสุดท้ายโดยเขาหมายมั่นจะปล้นปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง และแน่นอนแผนการครั้งนี้เสือคล้ำไปคาบข่าวกับตำรวจเรียบร้อย

มีข่าวลือ ข่าวอ้างว่า ขณะตี๋ใหญ่อยู่ระหว่างหลบหนี ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน นายทวีป เสือคล้ำ ได้ขโมยตะกรุดโทนของพระอาจารย์สุดแห่งวัดกาหลงมอบให้ตี๋ใหญ่ ไม่รู้เพราะสาเหตุใดที่ทำให้นายทวีปต้องเสี่ยงขโมย อาจเป็นเพราะอาจทำให้ตี๋ใหญ่ขาดมนต์คาถาอาคม หรือตำรวจสั่งให้ทำเพราะคาดว่าถ้าตี๋ใหญ่ทำตะกรุดหายเขาต้องมาวัดกาหลงแน่ ซึ่งที่นั้นเหมาะสำหรับการล้อมจับตี๋ใหญ่อย่างยิ่ง (บางแห่งบอกว่าเขาได้ลืมตะกรุดโทนและเขี้ยวเสือที่รับจากหลวงพ่อสุดมา อยู่ในซ่องมหาชัย แต่ค้นหาอย่างไรก็ไม่เจอ จึงต้องบากหน้ามาที่วัดกาหลง)

แน่นอนไปตามที่คาดเมื่อตะกรุดหาย ตี๋ใหญ่จำต้องเดินทางไปวัดกาหลง เพื่อไปขอตะกรุดอันใหม่จากหลวงพ่อสุดอีกครั้ง และนี้คือจุดจบของตี๋ใหญ่!!

26 กุมภาพันธ์ 2524 ณ นากุ้ง ลึกเข้าไปที่วัดกาหลง เขตจังหวัดสมุทรสาคร ตี๋ใหญ่และสมุนสามคนขับรถปิกอัพมาสด้าสีขาวหมายเลขทะเบียน ม 0063 ขนาด 1200 ซีซี. สมุทรสาคร ขับไปทางวัดกาหลงเพื่อมาหาพระอาจารย์หลวงพ่อสุด แห่งวัดกาหลง แต่ไม่พบตัว ขณะที่เดินทางกลับ รถของตี๋ใหญ่มาถึงซอยวัดธรรม เขาก็พบด่านตำรวจและตำรวจรายล้อม ตำรวจโบกมือให้รถหยุด แต่ดาวโจรเลือดมังกรใช้กระสุนปืน 11 ม.ม. ยิงใส่ และใช้รถแหกด่านจ้าละหวั่น จากนั้น รถตี๋ใหญ่ก็พุ่งวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนถึงบริเวณที่ตำรวจวางแผนซุ่ม จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ใช้อาวุธปืนนานาชนิดยิ่งใส่รถส่ายไปส่ายมาจนลูกน้องที่นั่งอยู่ด่านหลังต้องหนีลงจากรถวิ่งหนีไปป่าละเมาะสองข้างทาง เพราะขื่นอยู่ต้องตายตามลูกพี่แน่นอน หลังจากนั้นประชาชนอย่างเราก็ไม่ทราบแล้วละครับ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตี๋ใหญ่?

ตามข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่ากันว่า ณ เวลานั้นเองกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ประกบไล่ตามรถที่ตี๋ใหญ่ขับอย่างกระชั้นชิด ตี๋ใหญ่รู้ตัวแล้วว่า ตอนนี้ตำรวจไล่ล่าตามติดมาและตัดสินใจสู้ ดีกว่าถูกจับไปขังที่คุกนรกนั้น จากนั้นเสียงระเบิด ห่ากระสุน จากปลายกระบอกปืน ของผู้ไล่ล่า และผู้ถูกล่า ดังกึกก้องกัมปนาท สนั่นหวั่นไหว สะท้านสะเทือน เลื่อนสั่น พอฝุ่นจาง เสียงปืนสงบ ปรากฏร่างของตี๋ใหญ่เขานั่งที่คนขับ เขานอนสงบนิ่ง คราบเลือดแดงฉาดเปรื้อนเปรอะ เขาสวมยีนส์ เสื้อลายสก็อตสีน้ำเงิน จากการสำรวจตามร่างกาย ตี๋ใหญ่โดนกระสุนทะลุทะลวงเข้าที่โหนกแก้มซ้าย 2 นัด กกหูขวา 1 นัด ไหล่ซ้ายและราวนมซ้ายอย่างละ 1 นัดรวมทั้งที่รักแร้ซ้าย และต้นคอ เขาเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ

แน่นอนเหตุการณ์นี้เป็นคำออกจากของ พล.ต.ท.เสน่ห์ สิทธิพันธ์ ผบ.ช.น. กับ พล.ต.ท. สุขุมวาท ผบ.ช.ภ. 1 ได้ร่วมกันแถลงข่าวทั้งหมดว่าตี๋ใหญ่ตายเพราะตำรวจยิง แต่ก็มีเสียงเล่าอ้างอีก ว่าตี๋ใหญ่อาจตายเพราะลูกน้องหักหลัง โดยสมุนสามคนอาจฆ่าตี๋ใหญ่ก่อนที่จะหนี เพราะกลัวตำรวจตามจับเพราะลูกพี่ตามหนีพร้อมสามคนมีหวังโดนจับพร้อมกันหมดแน่ จึงน่าจะทิ้งไว้สักคนเป็นตัวล่อถ่วงเวลาตำรวจ ซึ่งคนนั้นคงไม่มีใครเกินตี๋ใหญ่คนที่ตำรวจต้องการตัวมากที่สุดนั้นเอง หรือไม่ก็ไม่ก็มีความแค้นกับตี๋ใหญ่อยู่ก่อนแล้วเพราะเงินจากการปล้นที่สมุทรสาครที่ผ่านมาไม่ลงตัวทำให้แตกแยกกันในแก๊ง

ภายหลังจากการเสียชีวิตแล้ว ยังมีเสียงเล่าลือกันอีกว่า ตี๋ใหญ่แท้จริงยังไม่ตาย บ้างก็ลือกันว่าตี๋ใหญ่ได้หนีไปอยู่สหรัฐอเมริกา บ้างก็เชื่อว่าที่ตี๋ใหญ่เสียท่าแก่ตำรวจ เพราะได้หลบไปซ่อนอยู่ใต้ผ้าถุง อาคมในตัวจึงเสื่อม เป็นต้น

ทั้งหมดนี้คือข่าวที่โด่งดังที่สุดในปีนั้นซึ่งยังอยู่ในความทรงจำต่อใครหลายๆ คนจนถึงทุกวันนี้ ก่อนจบ ตะกรุดโทนของหลวงพ่อสุดนั้นเป็นตะกรุดดอกใหญ่ทำจากตะกั่ว หลวงพ่อลงมือจารด้วยตัวเอง เป็นการจารทีละตัวและท่องคาถากำกับแล้วปรุกเสกครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นเอาด้ายมามัดหุ้มตัวตะกร้ออีกทีแล้วก็ว่าด้วยคาถากำกับเป็นอันเสร็จพิธี สำหรับตะกรุดโทนที่ตี๋ใหญ่ใช้นั้นหลวงพ่อสุดใช้เวลาปลุกเสกเป็นพิเศษถึง 3 ไตรมาส และตะกรุดโทนนี้เองที่ทำให้ตี๋ใหญ่คงกระพันชาตรี
นอกจากตะกรุดโทนแล้วยังมียันต์ตะกร้ออีกด้วย หลวงพ่อสุด ศิริทฺโร มรณภาพในปี 2526 ภายหลังจากตี๋ใหญ่ถูกสังหาญไปแล้ว 2 ปีรวมศิริอายุได้ 81 ปี ตำนานของขลังของท่านกลายเป็นที่กล่าวขลังของคนชอบคาถาอาคมอย่างไม่รู้จบ

Cr.ตำนานคดีดัง


ตี๋ใหญ่ ตอนที่2

11665650_1466426173655736_5932107867302719715_n

ตี๋ใหญ่ ตอนที่2
แน่นอนมีเหรอว่ากรมตำรวจจะอยู่เฉย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ นายกฯถึงกับประกาศก้องว่า จะให้ค่าหัว ตี๋ใหญ่เป็นมากถึง 50,000 บาท กับใครก็ได้ ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย ซึ่งนั้นทำให้ตี๋ใหญ่กลายเป็นโจรที่มีค่าหัวสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา(จำนวนเงินถือว่ามากในขณะนั้น)

ตี๋ใหญ่ก็ยังเป็นตี๋ใหญ่ เขาฉลาด ขี้ระแวง เวลานัดใครเขามักมาก่อน มาช้า หรือไม่มาเลย และไม่เคยไว้วางใจลูกน้องคนสนิทคนไหน ตี๋ใหญ่มีเมียอยู่อย่างน้อย 4-5 คนในช่วงเวลานั้น แต่ไม่มีใครเลยที่รู้ที่อยู่ของเขาอย่างแน่นอน เขาไม่เคยบอกใคร และไม่เคยนอนซ้ำกันแม้แต่คืนเดียว ด้วยเหตุนี้นี่เอง ที่ทำให้จอมโจรหน้าหยกคนนี้ ยังลอยนวลอยู่ได้เหิมเกริม และทุกครั้งเขาก็รอบคอบมากๆ ถึงขนาดว่า ถ้ากินเหล้าหรือเบียร์ ต้องเปิดฝาต่อหน้า เท่านั้นถึงจะยอมกิน รวมทั้งข้าวปลาอาหารต้องตรวจตราละเอียดและมักให้คนอื่นกินก่อนเสมอๆ เพราะเขากลัวถูกวางยา อาวุธคู่กายปืนขนาด 11 มม. ก็ต้องอยู่ติดตัวตลอดเวลาไม่เคยห่างจากตัว แม้แต่เวลาอาบน้ำ จากปล้น กลายเป็นนักฆ่าหน้าหยก เมื่อเสร็จสิ้นการปล้นแต่ละครั้ง หลังจากแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาให้ลูกน้องแล้ว ทุกคนจะแยกย้ายกันไปกบดาน เมื่อเงินหมดตี๋ใหญ่ก็ไปตามหาลูกน้องด้วยตนเอง เพื่อร่วมการปล้นหาเงินครั้งใหม่ต่อไป

แน่นอน เงินของเขาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับ ผู้หญิง ไฮโล อย่างไม่อั้น ต่อมา ตี๋ใหญ่ ได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการปล้น มาเป็นนักฆ่า ความจริง งานรับจ้างฆ่า หรือมือปืน เป็นงานที่ตี๋ใหญ่ไม่อยากทำนัก แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป เพราะตอนนี้ตำรวจตามล่าเขาแทบพลิกแผ่นดิน อีกทั้งเงินหมด และไม่มีงานไหนอีกแล้วที่ง่ายกว่านี้ เสี่ยงน้อยกว่าแต่ได้เงินเยอะ ซึ่งว่ากันว่าช่วงเวลานี้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ถูกมือปืนนิรนามยิงตาย

ซึ่งการสืบสวนตำรวจทำให้ทราบว่าตี๋ใหญ่เริ่มพัฒนาตนเองจากโจรไปเป็นมือปืน……ซะแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดไล่ล่าตี๋ใหญ่ในตอนนั้น ประกอบไปด้วยตำรวจชั้นอ๋อง หัวกะทิ เช่น พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ (ยศในปัจจุบัน – อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล) ,พ.ต.อ.ถวิล เปล่งพานิช, ร.ต.อ.บรรดล ตัณฑไพบูลย์(ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ต่างไล่ล่าตี๋ใหญ่อย่างเมามัน เจ้าหน้าที่ใช้วิธีการหลายวิธีในการหาทางจับกุมตี๋ใหญ่หลายแบบ โดยวางแผนจับกุมทำลายลูกสมุนในแก๊งค์ของตี๋ใหญ่ ทีละคนสองคน และทำตำรวจปลอมตัวไปเข้าแก๊งตี๋ใหญ่ใกล้ชิด โดยลูกน้องตี๋ใหญ่จับได้เด่นๆ ก็มี

11 กันยายน 2520 เจ้าหน้าที่ตำรวจทำ การจับตายเสือจุ่ม(ประจวบ คล้ายมณี) ที่ห้องแถวไม้ 2 ชั้น เลขที่ 63 เขตดุสิต ต่อมา นายหมู แซ่เตียว น้องชายตี๋ใหญ่ผู้เดินตามรอยพี่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงหลายนัดและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

24 กันยายน นายประชา ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมจับในขณะครองผ้าเป็นภิกษุฉันภัตตาหารอยู่ นั้นทำให้สมุนของตี๋ใหญ่เริ่มลดน้อยลง ทำให้ตอนนี้บัญชีสมุนตี๋ใหญ่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการตัวเหลือเพียง นายอนันต์(ลูกกรอก ทองเลิศ), นายจรูญ(แป๊ะ ตระกูลดี), นายอเนก(ตุ้ย ศิริวงศ์) และหัวหน้าใหญ่ตี๋ใหญ่เท่านั้นที่ยังคงรอดจากเงื่อมมือกฎหมายอยู่ในขณะนี้
แต่แม้สมุนตี๋ใหญ่จะลดน้อยถอยลง แต่ทุกอย่างที่ทุ่มเทไป ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ในการเข้าใกล้ชิดกับมหาโจรผู้นี้มากนัก เพราะส่วนมากวิธีการทั้งหมดล้วนคว้ำน้ำเหลว แทบทั้งสิ้น สวนทางกับคดีที่เขาก่อยิ่งมากขึ้น มากขึ้น ตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น

11 มีนาคม พ.ศ.2522 เกือบเป็นวันอวสานของตี๋ใหญ่ เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่าเขากบดานอยู่ที่บ้านพักภารโรง ของโรงเรียนวัดเขมาฯ ในอำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นเพื่อนของเขา กำลังของเจ้าหน้าที่กว่า 50 นายเข้าล้อมไว้ตั้งแต่ตอนหัวค่ำจนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยในเวลาใกล้สว่าง ที่ถึงเวลาลงมือเข้าจับกุม ในสมัยนั้น รอบๆ โรงเรียน ยังเป็นสวนผลไม้รายล้อม เมื่อตี๋ใหญ่และลูกสมุนสองคนรู้ตัวว่าตำรวจกำลังล้อมเขา แต่ก็ไม่มอบตัว และยังคงเตรียมตัวอยู่ในบ้านเตรียมหลบหนี

ขั้นแรกตำรวจส่งเสียงประกาศให้ตี๋ใหญ่มอบตัวแต่โดยตีไม่งั้นเราจะจับตาย แต่จนถึงฟ้าสว่างจอมโจรและสมุนก็ยังเงียบ ทำให้ตำรวจต้องเปลี่ยนแผนหันมาใช้นายยุทธนา แซ่ตั้ง สมุนโจรที่ตำรวจจับได้ก่อนหน้าไปเกลี้ยมกล่อมตี๋ใหญ่แทน นายยุทธนาที่ถูกตำรวจใช้สายยางผูกตัวไปเจรจาตี๋ใหญ่ เดินเข้าไปเจรจากับลูกพี่นานแสนนานแต่ไม่ได้ผล ตี๋ใหญ่ยอมสู้มากกว่าโดนจับ เขาตะเพิดยุทธนา ขืนกล่อมอีกจะโดนยิงทิ้งซะ ทูตโจรจำยอมถอยเพื่อรักษาชีวิตยามหน้าสิ่วหน้าขวาน

ขณะเดียวกันตำรวจเริ่มรอเปิดศึก เพราะการล้อมจับกุมนั้น ชาวบ้านแถวนี้ไม่รู้เรื่อง ทำให้เด็กๆ นักเรียนหลายคนเริ่มทยอยกันมาในโรงเรียน ตำรวจเกรงว่าท่าไม่จัดการเรื่องนี้ให้เสร็จ มีหวังมีผู้เคราะห์ร้ายโดนลูกหลงหลายราย

จากนั้นตี๋ใหญ่เริ่มเห็นโอกาส พวกโจรใช้จังหวะนั้นเสี่ยงตายผ่าวงล้อมของตำรวจหนีไปได้ อย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ตำรวจหลายนายเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน ตี๋ใหญ่เลือกวิ่งหนีไปทางถนนใหญ่ ซึ่งตอนนั้นชาวบ้านกำลังคับคั้งเต็มสองฝั่งถนน ซึ่งทำให้ตำรวจไม่ยิงต่อสู้เพราะอาจถูกชาวบ้านได้ จากนั้น จอมโจรก็วิ่งซิกแซกหลบกระสุนปืนที่ซัลโวใส่ราวห่าฝนหนีไปป่าละเมาะเบื้องหน้า ระหว่างชุลมุน ในขณะที่เจ้าหน้าที่สนใจตี๋ใหญ่ สองสมุนแว่บไปซ่อนหลังบ้าน แต่ก็ไม่พ้นสายตาตำรวจ สองโจรถูกตำรวจรวบตัวไว้ได้

แต่อนิจจา….ตี๋ใหญ่หายตัวไปแล้ว เหตุการณ์ในครั้งนี้ยิ่งทำให้ชื่อของตี๋ใหญ่โด่งดังไปอีก จนมีเสียงเล่าลื่อกันว่าตี๋ใหญ่มีอาคม เป็นโจรจอมขมังเวทย์ มีคาถากำบังหายตัวได้ จึงทำให้หลุดรอดจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ไปอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งความจริงแล้วเหตุการณ์ครั้งนี้ตี๋ใหญ่แทบเอาชีวิตไม่รอดเพราะเขาต้องซ่อนตัวในใต้น้ำหลายชั่วโมง โดยอาศัยความรู้สมัยเด็กดำเนินสะดวกใช้ก้านมะละกอเป็นท่อหายใจ นอนซ่อนอยู่ใต้น้ำ

ย้อนกลับมาที่ภายหลังคดีปล้นรถทัวร์ 14 มกราคม 2520 ต่อมาตำรวจสามารถจับตัวคนร้ายได้ 3 คน ได้แก่ สมพร ศิริวรรณวงษ์ จรูญ ตระกูลดี อนันต์ ทองเลิศ ยิ่งกว่านั้น ฝ่ายสืบสวนยังสอบปากคำขยายผลถึงขั้นจับกุมอีก 3 คน จากคดีร้านปล้นแอนนี่จิวเวลรี่ ได้แก่ ณรงค์ คล้ายมณี สมนึก พึงรำพรรณ นางสาวบุญปัน แก้วจันทร์ดี ทั้ง 6 คนไม่ให้การซัดทอดถึงตี๋ใหญ่ และถูกย้ายไปหลาย สน. เนื่องจากมีประวัติฆ่าคนตายหลายท้องที่

จนกระทั้งวันจันทร์ที่ 21 ก.พ. เวลา ตี 3 ผู้ต้องหาทั้ง 6 คนก็แหกห้องขังที่ สน.บางซื่อด้วยวิธีคลาสสิก โดยการใช้ใบเลื่อย (คาดว่ามีพรรคพวกแอบส่งมาให้) ตัดลูกกรงเหล็กช่องทางลมจนขาดและใช้ผ้าขาวม้าผูกต่อกันโหนตัวปีนออกจากช่องทางลมแล้วแหกรั้วสังกะสีทะลุออกไปข้างนอก ทั้งหมดหนีไปอย่างลอยนวล

กลับมาที่ทางด้านตี๋ใหญ่ เหยื่อรายต่อๆ มาของตี๋ใหญ่ล้วนแต่เป็นคนรวยทั้งสิ้น เริ่มจากพาพรรคพวกก่อคดีลักพาตัวเรียกค่าไถ่ นายแพทย์ชัยศรี คชสุด ถึงที่ทำงานคลินิกโพธาราม ที่ อ.โพธาราม โดยให้ญาตินำเงินสดถึง 6 ล้านบาทมาไถ่ตัว แต่ภายหลังตำรวจตำรวจสามารถบุกเข้าไปใช้ตัวประกันไว้ได้ จากนั้นก็ปล้นผู้มีอันกินหลายราย ไล่จาก นายพิชิต โซติวงศ์,นายมนู ธงชัย

นอกจากนี้ยังมีเจ้าทุกข์อีกหลายรายแต่ก็ไม่กล้าแจ้งความ เพราะหวาดกลัวตี๋ใหญ่ เมื่อปล้นดำเนินฯ เสร็จ ตี๋ใหญ่มักหนีเข้ามากบดานกรุงเทพฯ เพราะที่นี้มีแต่คนรู้จัก มักคุ้น และมีญาติห่างๆ ช่วยเหลืออยู่หลายคน ช่วงนั้นชื่อของตี๋ใหญ่ดังกระฉ่อน ในฐานะนักปล้น และการกระทำอย่างอุกอาจเย้ยกฎหมายบ้านเมือง หนังสือพิมพ์ ประโคมข่าวอย่างเมามัน ถึงพฤติกรรมปล้นของเขา แน่นอนบางคดีตี๋ใหญ่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ใครละจะสนใจ ขอให้มีข่าวปล้นไม่ว่าใหญ่หรือเล็กเถอะต้องมีชื่อตี๋ใหญ่ใส่เข้าไปด้วยทุกครั้ง และเริ่ม ลงข่าวแล้วว่า ตี๋ใหญ่ฆ่าคนในขณะปล้นไปด้วย แม้ไม่มีหลักฐานว่าตี๋ใหญ่ทำ แต่มันก็ช่วยสิ่งเสริมให้ชื่อของเขาเป็นที่หวาดผวาให้กับประชาชนหวาดผวาไปทั่วประเทศ สันนิษฐานกันว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ตี๋ใหญ่มักเลือกปล้นฆ่าไปทั่วแถบบริเวณ จ.ราชบุรีและหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง และบางส่วนของพื้นที่กรุงเทพมหานคร และไม่เคยคิดปล้นออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด

โดยเอกลักษณ์ที่สำคัญและน่าจดจำของตี๋ใหญ่ คือ เขาจะสวมเสื้อลายสก็อต กางเกงยีนต์ลีวายส์ รองเท้าผ้าใบสีขาว สวมแว่นตาเรย์แบนด์ ผูกนาฬิกาโรเล็กซ์ และสูบบุหรี่กรองทิพย์ ในขณะปล้น แว่นตาดำเรย์แบนด์ เขาใส่เพื่ออำพรางใบหน้า และปกปิดไฝเม็ดใหญ่ระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง ส่วนนาฬิกานั้นเขาใส่เพื่อปิดรอยแผลที่ครั้งหนึ่งเคยโดนกระสุนปืนยิงถากไปเมื่อตอนปล้นเชียงใหม่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2517 และชอบส่งเสียงขู่เวลาปล้นด้วยน้ำเสียงที่น่าหวาดกลัวทำให้เจ้าทุกข์ไม่กล้าคิดต่อสู้ป้องกันตัว

แต่ก็เสียงเล่าลือกันอีกว่า ในบางครั้งตี๋ใหญ่ก็ปล้นแต่เฉพาะคนรวย และใครเคยช่วยเหลือก็ไม่เคยลืมบุญคุณและจะนำทรัพย์สินที่ปล้นได้มาแบ่งให้ โดยวางทิ้งไว้ที่หน้าบ้าน นอกจากนี้แล้ว ตี๋ใหญ่ ยังเป็นโจรเจ้าชู้ กล่าวกันว่ามีภรรยาหลายคน เพราะเป็นชายหนุ่มหน้าตาพอใช้ได้และปากหวานคนหนึ่ง โดยตี๋ใหญ่มักโกหกชื่อตนว่าชื่อ แจ็ค บ้าง ไพโรจน์ บ้าง เป็นต้น โดยที่ภรรยาเหล่านี้ซึ่งส่วนมากมักเป็นโสเภณี บางคนแทบไม่ทราบเสียด้วยซ้ำว่า สามีของตนนั้นเป็นโจร

5 ตุลาคม พ.ศ.2517 ตี๋ใหญ่วางแผนใหญ่ครั้งแรก ด้วยการบุกเข้าไปปล้นร้านทองชื่อดัง แสงเจริญ ที่ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวกันว่า เขากวาดทองคำรูปพรรณไปได้ มีมูลค่ากว่า หนึ่งล้านบาท และนี้คือการปล้นข้ามถิ่นครั้งแรกของเขา


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,940 other followers