Author Archives: ammeria

About ammeria

เชื่อมั่นในไสยศาสตร์.

หลวงปู่เอี่ยมช่วยคนดวงตกให้เป็นเศรษฐี

12188943_788105047978043_7363992929338295216_n

หลวงปู่เอี่ยมช่วยคนดวงตกให้เป็นเศรษฐี
เมื่อสองปีก่อน มีศิษย์ที่มาเรียนวิชา มีเหตุจำเป็นต้องไปอยู่ทางใต้ เมื่ออ.กฤษณะตรวจดูดวงแล้วก็เกิดกังวลใจ ทั้งศิษย์และภรรยาดวงตกทั้งคู่ และทั้งคู่จะไปอยู่ใต้ โดยไม่มีจุดหมายว่าจะไปทำอะไร วันที่ศิษย์จะเดินทางลงใต้ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเลย แต่ตอนเช้าตื่นขึ้นมา ศิษย์ผู้นั้นถูกครูกดจนร้อนไปหมด เหมือนถูกบังคับให้มาหาอาจารย์
เมื่อมาถึงบ้านอาจารย์ อ.กฤษณะตรวจแล้วก็ทราบว่าหลวงปู่เอี่ยมบังคับให้มา ถ้าไม่มาลงไปแบบนั้นเสร็จแน่ อ.กฤษณะจึงทำพิธีเสริมดวง โดยใช้บารมีหลวงปู่เอี่ยม เสริมดวงให้ทั้งคู่ เมื่อทั้งคู่ลงไปอยู่ใต้แล้ว จู่ๆก็มีบริษัทฝรั่งมาติดต่อแฟนให้ไปทำงาน ยื่นข้อเสนอเงินเดือนให้แปดหมื่น ทั้งที่แฟนศิษย์จบแค่ปริญญาตรี แต่เขายื่นเงินเดือนให้เท่ากับปริญญาเอก


ต่อมาอีกไม่กี่เดิอน มีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ภูเก็ต อยากจะเปิดบริษัทที่กระบี่ จึงมาชวนพี่ชายแฟนศิษย์ ให้มาหุ้นกัน แต่อยู่่ๆพี่ชายแฟนกลับไม่เอา ส้มเลยมาหล่นที่ลูกศิษย์อ.กฤษณะ ปัจจุบันบริษัทขยายเจริญเติบโต
แม้แต่คนดวงตก ขอแค่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่เอี่ยมแล้วไม่ต้องกลัว ถ้าท่านช่วยเหลือได้ ท่านไม่นิ่งดูดายแน่นอน


ตำนานตะกรุดท้าวอู่ทอง

12573014_825864760868738_4151100107654027207_n

ตำนานตะกรุดท้าวอู่ทอง
มีคนโพสต์มาเยอะ ว่าอยากให้กฤษณะทำตะกรุดโชคลาภ อาจารย์ก็เลยไปลองค้นตำราดู มีอยู่หลายยันต์แต่ยังไม่ถูกใจเสียที จนมาพบยันต์ท้าวอู่ทอง ในตำราวัดสะพานสูง ว่าอานุภาพยันต์นี้ ถ้านำไปไว้ที่เก็บเงินจะมีไม่รู้สิ้น
ว่ากันว่า ที่พระเจ้าอู่ทอง สร้างกรุงศรีอยุธยาได้ ก็ด้วยพระยันต์นี้ ก่อนสร้างกรุงศรีฯ ท่านเป็นแค่เจ้าเมืองเล็ก แม้นักประวัติศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า พระเจ้าอู่ทองเคยอยู่ที่ใดมาก่อน แต่สามารถมาสร้างเมืองใหญ่โตได้ คงต้องอาศัยบุญบารมีและเครื่องรางที่มีอานุภาพทางโชคลาภสูงๆ
ปีนี้เศรฐกิจเป็นอย่างไรทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้ว อ.กฤษณะจึงว่าจะทำตะกรุดท้าวอู่ทอง ออกมาเพื่อเสริมโชคลาภ แก่ผู้ที่บูชา น่าจะเสร็จก่อนวันไหว้ครู จะนำเข้าพิธีบวงสรวงวันไหว้ครู เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของตะกรุดทุกคน
ปล.ขอขอบคุณเจ้าของภาพด้วยครับ


ตำนานตะกรุดไม้ครู หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก

ตำนานตะกรุดไม้ครู หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก
ในบรรดาเกจิอาจารย์นครปฐม ที่ทำตะกรุดด้วยไม้รวก มีเพียงสองสำนักเท่านั้น ที่ขึ้นชื่อลือชานัก คือ หลวงปู่จ้อย วัดบางช้างเหนือ กับ หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ยิ่งรายหลังนี้ เป็นที่รู้กันว่าดุและเฮี้ยนที่สุด หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง ที่ไม่เคยกลัวใคร แต่เจอหลวงพ่อทานี่หงอเลย
วิธีทำตะกรุดไม้ครู
ด้านในเป็นไม้ไผ่(ไม้รวก) แล้วบรรจุใบลานลงพระยันต์อยู่ข้างในหลวงพ่อทาจะเขียนพระยันต์ลงใบลานด้วยตัว ท่านเองยันต์ส่วนใหญ่ที่เขียนจะเน้นไปทางมหาอุตถ์โดยตรง แล้วจากนั้นหัวท้ายอุดด้วยรังหมาร่า
ยันต์ที่ลงในใบลาน


เเถว 1………พุทธังปิด พระเจ้าเเผลงฤทธิ์ ปิดตัป พระธัมมัง สังฆังปิด พระเจ้าเเผลงฤทธิ์ ปิดตัป พระสังฆัง พุทธังปิดปิด ถัจปิด โปปิด โสงปะตู ปิดตัป พระพุทธัง ธัมมัง


เเถว 2………ปิดปิด ถัจปิด โปปิด โสงปะตูปิดตัป พระธัมมัง สังฆัง ปิดปิด ถัจปิด โปปิด โสงปะตู ปิดตัป พระสังฆัง พุทธังปิดปิด ถัจปิด โปปิด โสงปะตู ปิดตัป พระอะระหัง ธัมมัง ปิดปิดตัป พระอะระหัง สังฆังปิด


เเถว 3………ปิดตัป พระอะระหัง พุทธัง ปุกะรู ธัมมัง จะกะรู สังฆัง จะกะรู พุทธังอุดรู ธัมมังอุดรู สังฆังอุดรู ปิตตุ ปิตตัง ทะสุทะตะ อุดธัง อัดโธ โธอุด ธังอัด โธอุด ธังอัด


เป็นคาถา ที่เน้นทางมหาอุดคงกระพันเป็นหลัก
===> การทดสอบวิทยาคม และพลังจิตจากพระอาจารย์ทั่วประเทศในปี พ.ศ.2452
หลวงพ่อทา เป็น 1 ใน 10 คณาจารย์ผู้มีพลังจิตสูงในปี พ.ศ.2452 ที่จังหวัดนครปฐมได้มีการชุมนุมพระอาจารย์จากสำนักต่างๆ ทั่วประเทศไทย มีการทดสอบวิทยาคม และพลังจิตจากพระอาจารย์ทั่วประเทศที่ได้รับนิมนต์มาร่วมในพิธี 100กว่าองค์ ซึ่งแต่ละจังหวัดได้จัดให้พระอาจารย์ที่โด่งดัง และเก่งเรื่องสมาธิจิตในจังหวัดตนเองนั้นเดินทางไปร่วมในงานพิธี โดยมีการทดสอบพระอาจารย์ต่างๆ ครั้งละ 1๐ องค์ มีสมเด็จพระสังฆราช (เข) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ที่บริเวณ วัดพระปฐมเจดีย์ ในการทดสอบครั้งนั้นมีกติกาว่าให้เอาท่อนไม้มา 1 ท่อน วางบนม้า 2 ตัว แล้วเอากบไสไม้วางไว้บนท่อนไม้ แล้วประธานฝ่ายสงฆ์จึงบอกกติกาว่า อาจารย์องค์ใดสามารถทำกบไสไม้ให้วิ่งไสไม้ไปกลับได้โดยกบไม่หล่นทำการทดสอบ กันถึง 3 วัน 3 คืน พระอาจารย์ส่วนมากสามารถใช้จิตบังคับให้กบวิ่งไปได้ แต่กลับไม่ได้ ที่ทำให้กบไสไม้ไปกลับได้ มีด้วยกัน 10 รูป ในสิบรูปนั้นมีหลวงพ่อกลั่นเป็น 1 ใน 10 นั้นด้วย และในพระคณาจารย์ที่มีจิตญาณวิเศษสูงส่งทั้ง 10 ท่านที่กล่าวถึงคือ หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย หลวงพ่อทอง วัดเขากบ หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ หลวงพ่อจร วัดดอนรวบ


บรรยากาศตอนหลวงพ่อปานพบครูผึ้ง

บรรยากาศตอนหลวงพ่อปานพบครูผึ้ง
หลวงพ่อปาน ท่านดั้นด้นไปหาครูผึ้ง ถึงนครศรีธรรมราช เพื่อไปเรียนพระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์โปรดสัตว์ เพื่อมาสั่งสอนให้คนมีเงินมีโชคลาภ นับว่าท่านเล็งการไกลมาก เพราะในสมัยนั้นการดำรงชีพ ยังหากินง่าย เช่นคนเป็นชาวนา จะทำงานแค่ปีหนึ่งสี่ห้าเดือน หลังจากนั้นจะพัก แต่ก็ยังพอเลี้ยงชีพได้ ครูบาอาจารย์ทั่วไปจึงไม่ค่อยได้ฝึกวิชาโชคลาภ ตอนที่หลวงพ่อปานไปพบครูผึ้ง มีการกล่าวถึงเรื่องพลังจิตของทั้งสองท่าน ที่ท่านเอ่ยกัน ทำให้หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ถึงกับอึ้ง
หลวงพ่อปาน (พระครูวิหารกิจจานุการ) วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เรียนมาจากครูผึ้ง จังหวัดนครศรีธรรมราช (ท่านทำทานให้ขอทานครั้งละ ๑ บาท ซึ่งสมัยนั้นก๋วยเตี๋ยวข้าวแกงจานละห้าสตางค์เอง) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ หลวงพ่อปาน หร้อมด้วยคณะได้เดินทางไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทิศเหนือได้ไปถึงเชียงตุงของพม่า ทิศตะวันออกไปสุดภาคอีสาน และได้ขออนุญาตข้ามเขตไปในอินโดจีนของฝรั่งเศส ถึงประเทศญวน ทิศใต้ได้ไปถึงปีนังของอังกฤษ พบท่านครูผึ้ง เมื่อไปถึงนครศรีธรรมราช ในเย็นวันที่ได้ไปถึงนั่นเองขณะที่หลวงพ่อเข้าห้องจำวัดพักผ่อน โดยมีพระภิกษุอุปัฏฐากกับทายกคอยเฝ้าอยู่หน้าห้องพักนั้น ประมาณเวลา ๑๗.๐๐ น. ได้มีผู้มีอายุท่านหนึ่ง รูปร่างเพรียว ท่าทางสง่า ผิวขาว นุ่งห่มผ้าม่วงสีน้ำเงิน สวมเสื้อนอกราชประแตนกระดุมห้าเม็ด ถุงเท้าขาว รองเท้าคัชชูสีดำ สวมหมวกสักหลาด ถือไม้เท้าเลี่ยมทอง ได้มาหาพระอุปัฏฐาก ถามว่า “หลวงพ่อตื่นแล้วหรือยัง” ก็พอดีได้ยินเสียงหลวงพ่อพูดออกมาจากห้องว่า “ไม่หลับหรอก แหมนอนคอยอยู่ คิดว่าผิดนัดเสียแล้ว” แล้วหลวงพ่อก็เดินออกมาจากห้องพัก เมื่อนั่งลงแว ผู้เฒ่าผู้มาหาพูดว่า “ผมไม่ผิดนัดหรอกครับ เห็นว่าท่านเพิ่งมาใหม่ๆ กำลังเหนื่อย และมีคนมาคอยต้อนรับกันมาก ก็เลยรอเวลาไว้ก่อน ตอนเย็นนี้คิดว่าว่างจึงเข้ามาหา” ขณะที่ท่านเห็นท่านทั้งสองพูดคุยกันอยู่นั้น สร้างความสงสัยให้แก่คณะที่ได้ไปด้วยกันเป็นอันมาก เพราะไม่เคยเห็นว่าคนทั้งสองพบหน้ากันที่ไหนเลย ทำไมจึงพูดกันถึงเรื่องนัดหมาย ขณะที่คณะเกิดสงสัยนั่นเองหลวงพ่อได้พูดว่า “พวกเราสงสัยหรือ? ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกต่อไป โยมผู้เฒ่านี้ได้ทางใน ฉันพบกับโยมตั้งแต่เดินทางมาถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และได้นัดหมายกันไว้ว่าจะมาพบกันที่นี่ ต่อไปนี้พวกเราจะพ้นความยากจนแล้ว เพราะโยมผู้นี้มีของดี แล้วหลวงพ่อก็พูดกับพ่อเฒ่านั้นว่า “โยมมีของดี ก็เอาของดีออกมาอวดพวกนี้หน่อยสิ หรือมีอะไรขัดข้อง?”

ท่านผู้เฒ่าได้บอกว่า ท่านชื่อผึ้ง อายุ ๙๙ ปี ท่านครูผึ้งเล่าประวัติพระคาถา มองดูแล้วคนในคณะที่ไปกับหลวงพ่อ อายุ ๕๐ ปีเศษ เหมือนจะแก่กว่าท่านหรือเท่าๆกับท่าน เมื่ออายุท่านได้ประมาณ ๔๐ ปี ได้มีพระธุดงค์เดินทางมารูปเดียว ท่านเห็นพระรูปนั้นแล้วรู้สึกเลื่อมใสมาก จึงได้นิมนต์ให้พักอยู่เพื่อบำเพ็ญกุศล ๔ วัน ได้ปฏิบัติท่านอย่างดีเท่าที่จะทำได้ ได้เรียนกรรมฐานจากท่าน ท่านได้สอนให้เป็นอย่างดี เมื่อจะกลับท่านพูดว่า “โยม ฉันจะลากลับ ต่อไปจะไม่ได้มีโอกาสผ่านมาอีก หากโยมอยากพบอาตมา ก็ขอให้จุดธูปอาราธนาพระ แล้วอาตมาจะมาพบทางใน” แล้วท่านก็ได้มอบพระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์โปรดสัตว์บทนี้ให้ พร้อมทั้งอธิบายวิธีปฏิบัติ ท่านว่าทำเพียงเท่านี้พอเลี้ยงตัวรอด เงินทองของใช้ไม่ขาดมือ ถ้าปฏิบัติเป็นกรรมฐาน ทำให้ถึงฌานแล้วจะร่ำรวยเป็นเศรษฐี โยมเอาพระคาถาบทนี้ภาวนาเป็นกรรมฐานเถิดนะ ไม่เกิน ๒ ปี โยมจะรวยใหญ่ เงินทองจะหลั่งไหลมาเอง พระคาถาบทนี้ของพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ตระกูลอาตมาได้รำเรียนสืบต่อกันมาทุกคน ไม่มีใครจน อย่างต่ำสุดก็พอเลี้ยงตัวรอด ให้หลวงพ่อปานเรียนพระคาถา เมื่อพูดจบได้มอบพระคาถาให้หลวงพ่อเรียนแล้วบอกว่า ได้โปรดอย่าปิดบังพระคาถาบทนี้เลย ขอได้กรุณาแจกเป็นธรรมทานด้วย แล้วหลวงพ่อก็หลับตาเข้าสมาธิ ท่านครูผึ้งก็หลับตาเข้าสมาธิ ต่างคนต่างหลับตา ประมาณ ๕ นาที ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน ต่างคนต่างยิ้ม เสียงท่านครูผึ้งพูดว่า “ผมดีใจด้วยที่ต่อไปเบื้องหน้าท่านจะได้ศิษย์คู่ใจ” หลวงพ่อก็หัวเราะ ตอบคำถามหลวงพ่อ หลวงพ่อถามว่า “ท่านอาจารย์ทำนานนักไหมจึงจะรู้ผล” อาจารย์ตอบว่า “ไม่นานครับ ประมาณตอนแรก ผ่านไปเริ่มรู้ผล ผลระยะแรกให้ผลในทางกินก่อน เช่นหุงข้าวตามธรรมดาคนกินในบ้านก็กินเท่าเดิม เพิ่มการใส่บาตร แต่ข้าวเหลือ ผมเคยได้ถามว่า คนหุงทำไมหุงมากนัก เขาบอกว่าหุงเท่าเดิม ผมจึงสั่งให้ลดจนเหลือครึ่งจำนวนพอดี” เงินเริ่มเพิ่ม “เมื่ออาหารเริ่มลดความหมดเปลือง รายได้ก็เพิ่มขึ้นในระยะ ๑ ปีที่ผ่านไป เรื่องการเงินเริ่มไหวตัว เงินในที่เก็บเริ่มเกินบัญชี เงินจากร้านค้านับมาว่าพอดี

พอรุ่งขึ้นมาตรวจเงิน มากกว่าจำนวนทุกที ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะทำอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด เดี๋ยวนี้ผมทำอะไรไม่ไหว แต่ผมก็มีรายได้ทุกวัน ใครไป ใครมา ขากลับคนนี้ให้บ้าง คนนั้นให้บ้าง คิดเฉลี่ยผมมีรายได้วันละประมาณเกือบร้อยบาท พระคาถาบทนี้ศักดิ์สิทธิ์มากครับ” ทำเป็นกรรมฐาน หลวงพ่อได้ถามว่า “ท่านอาจารย์ทำอย่างไร” อาจารย์ตอบว่า “ผมทำเป็นกรรมฐานเลยครับ ทำจนสว่าง หลับตาลงแล้วเกิดความสว่างขึ้น ได้เห็นพระพุทธรูปบ้าง พระสงฆ์บ้าง มีอยู่องค์หนึ่งครับจีวรสวยมาก ไม่เหมือนจีวรพระธรรมดา แล้วเริ่มเห็นเงิน คราวแรกๆเป็นจำนวนน้อยๆ ต่อมาก็เห็นเป็นจำนวนมากตามลำดับ จนถึงกองใหญ่ ทำอะไรนิดทำอะไรหน่อยก็ดีไปหมด คนอื่นเขาทำขาดทุน ผมลองไปบ้างก็มีกำไรดีเสียด้วย” ของเพิ่ม “มีเองแปลกอีกครับ นอกจากเงินเพิ่มแล้วของก็เพิ่มด้วย ข้าวของที่มีอยู่หรือหามาใหม่ มีบัญชีจดไว้ครบถ้วน ครั้นไปตรวจคราวใดของเกินบัญชีทุกที” เคล็ดลับ หลวงพ่อถามว่า “มีเคล็ดลับอะไรบ้างในการนำของเข้าออก และการเก็บเงินใช้เงิน” อาจารย์ตอบว่า “มีครับ แหมผมเกือบลืมบอก ดีแล้วครับ ถามดีมาก เรื่องนำข้าวของไม่ว่าเป็นอะไร จะเป็นของกินของใช้ ของขายก็ดี ผมทำน้ำมนต์ด้วยพระคาถาบทนี้ เมื่อนำข้าวของเข้าบ้าน ผมเอาใบพลู ๓ ใบ จุ่มน้ำมนต์พรมของนั้น ๓ หน พรม ๑ หน ว่าพระคาถาหนึ่งบท” การนำเงินเข้าเก็บและการนำออกใช้ “เมื่อนำเงินเข้าเก็บ และนำเงินออกใช้ ให้ว่าพระคาถานี้เท่ากับจำนวนที่สวดบูชาพระ เช่นปกติสวด ๗ จบเมื่อเงินเข้าเก็บก็ว่าพระคาถานี้ ๗ จบนะลูก”


อ.กฤษณะมาสายเขาอ้อได้อย่างไร

อ.กฤษณะมาสายเขาอ้อได้อย่างไร
ดังที่เคยเล่าว่าอ.กฤษณะ เห็นหนังสือลานโพธิ์ เห็นรูปอ.ทองเฒ่าลงหนังสือลานโพธิ์ เกิดศรัทธา กัดฟันซื้อหนังสือเล่มนั้น สมัยนั้นเจ็ดบาท สำหรับเด็กนั้นแรงมาก สมัยนั้นไปโรงเรียนได้แค่หกสลึง พอหลังจากนั้นไม่กี่ปี มาติดตามหนังสือมหัศจรรย์ ลงประวัติคุณพ่ออยู่เรื่อย ตอนนั้นอายุสิบหก อยู่ประมาณปีสองสาม อ.กฤษณะใครดังไปหมด ไปหาคุณพ่อชุม ไปเช่าแหวนมหาอุด กับแหวนมหาเสน่ห์ กับพระเราหยุดแล้ว ในจิตก็รู้ว่า คุณพ่อไม่ธรรมดา แต่วาสนาไม่มี เลยไม่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์
หลังจากนั้น ไปสำนักพ่อเที่ยง ยุคนั้น พ่อเที่ยงจะสักให้ศิษย์เก่าเท่านั้น ศิษย์ใหม่จะให้อ.ป่องเป็นคนลงเข็ม อ.กฤษณะเลยไม่เอา อ.เลยเบนเข็มไปหาอ.เจ็ก แต่พอไปงานไหว้ครูอ.เจ็ก ลูกศิษย์มีแต่คนเจ๋งทั้งงั้นเลย อ.กฤษณะเลยถอย ตอนนั้นปู่สีสำโรงดังมาก อ.กฤษณะก็ไปถึงสำนักท่าน เห็นเขาลองด้วยมีดโกนเลย ปรากฏว่าไม่เข้า แต่อาจารย์ช่วงนั้นอคติกับร่างทรง เลยไม่ลง หลังจากนั้น


ก็ว่างเว้นไปหลายปี จนอาจารย์ที่เคยไปหาล่วงลับไปหมด ไปเจอโฆษณาอ.ณรงค์ฤทธิ์ มาประกาศรับศิษย์ พอดีช่วงนั้น ใช้ไม้เท้าได้เวิรคมาก จึงไปสมัครเป็นศิษย์อ.ณรงค์ฤทธิ์ ตอนที่ไปลง ท่านเฉือนทั้งใบหู เฉือนทั้งคอ ทำเอาอ.กฤษณะใจเสีย ว่าเล่นลองขนาดนี้เลยเหรอ


ตอนที่ไปเรียนวิชากับอ.ณรงค์ฤทธิ์ แกก็พูดให้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน สมัยนั้นอ.กฤษณะ ยังบวชอยู่ อายุยังน้้อย พออาจารย์สอนมา ก็อดลองวิชาไม่ได้ แต่ไม่ได้ผล เพราะตอนนั้นเป็นพระอยู่ ใจมันไม่ไปเต็มร้อย มันจึงไม่เกิดผล แต่ปัจจุบันทำได้แล้ว แต่ความอยากได้ตรงนั้นก็ไม่มี ปัจจุบันอาจารย์ทำแต่โชคลาภ เพื่อเลี้ยงลูกเมียให้สุขสบายก็พอ


จตุรเทพ อ.ฆราวาส ในยุคหลังสองพันห้าร้อย

จตุรเทพ อ.ฆราวาส ในยุคหลังสองพันห้าร้อย
อาจารย์ทั้งสี่ท่าน จะมีชื่อเสียงมาก หลังปีสองพันห้าร้อย มีลูกศิษย์เป็นหมื่นขึ้น ศิษย์ของทั้งสี่ท่านนี้ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปว่า เหนียวจริงของจริง วัตถุมงคลของท่านทั้งสี่ เป็นที่ยอมรับของผู้คน เพราะสมัยนั้นคนไม่ค่อยนิยมของฆราวาส จะนิยมของแต่หลวงพ่อหลวงปู่ การที่วัตถุมงคลของท่าน สามารถเบียดแทรกขึ้นมาได้ ก็ด้วยประสบการณ์และความขลัง แอดมินจึงมีความภูมิใจที่จะนำเรื่องของท่านทั้งสี่มาเสนอ
๑.อ.ชุม ไชยคีรี เจ้าสำนักกุญแจไสยศาสตร์ ท่านเป็นศิษย์เขาอ้อ เรียนวิชาเขาอ้อจากต้นตระกูล และมาฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์เอียด วัดดอนศาลา เป็นอาจารย์เพียงท่านเดียว ที่พระอาจารย์เอียด อนุญาตให้ลองของได้ ท่านไม่ได้เป็นอาจารย์สัก แต่ใครได้ลงกระหม่อมด้วยเหล็กจารกับท่าน จะเหนียวยันตลอดชีวิต สัญลักษณ์ของสำนักท่าน คือไม้เท้ากายสิทธิ์ ที่ลูกศิษย์มักจะเหน็บติดตัว


๒.อ.เที่ยง น่วมมานา เจ้าสำนักบ้านมีดี ท่านเรียนวิชาจากหลายสำนัก วิชาที่ขึ้นชื่อของท่านคือ หมูทองแดง บัวคู่ ผ้าเช็ดหน้า ศิษย์สายนี้ถือว่าเหนียวจริง สัญลักษณ์ของสำนักนี้ ท่านจะสักรูปตัวเทาะว์และตัวทอ ที่มือใต้นิ้วโป้ง


๓.อ.เจ็ก สามแยกไฟฉาย ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา ท่านจะไม่สักหมึก แต่จะลงด้วยน้ำมันที่หลัง ถ้าใครได้ลงทั้งเก้าครั้ง จะเหนียวยันกระดูก สายนี้ถือว่าเป็นสายเหนียวอีกสำนักหนึ่ง สัญลักษณ์ของสำนักนี้ จะเป็นธนูมือ ยุคแรกท่านจะสักเป็นลูกศร แต่ตอนหลังสักเหลือแค่จุดเดียว ตรงที่เดียวกับสายอ.เที่ยง


๔.อ.บุญรอด สุขแสงจันทร์ หรืออ.รอด บางกระปิ ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ปาน คลองด่าน ในแถวคลองด่านจะเรียกอ.รอดว่า อาจารย์เสือใหญ่ สำนักนี้จะดังมากเรื่องจิ้งจก ว่ากันว่า เสน่ห์แรงนัก แต่เรื่องทางคงก็ถือว่าเหนียวนัก สัญลักษณ์ของสำนักนี้ จะเป็นยันต์นะที่กระเดือก


ที่มากุมารของ อ.กฤษณะ ทั้งสี่รุ่น

ที่มากุมารของ อ.กฤษณะ ทั้งสี่รุ่น
มีคนอยากทราบมาก ว่ากุมารของอ.กฤษณะ ที่ว่าข้างบนให้มา คือเทพท่านใดประทานให้ เมื่อก่อน อ.กฤษณะกลัวท่านจะว่า จึงเพียงกล่าวว่าเทพผู้ใหญ่เป็นคนประทานมาให้ แต่หลังจากกุมารทุกรุ่น ล้วนแสดงอิทธิฤทธิ์ จนเป็นที่ประจักษ์ว่ามีฤทธิ์จริง อ.กฤษณะจึงขออนุญาตเปิดเผยที่มาเหล่ากุมารทั้งสี่รุ่น ซึ่งท่านก็อนุญาตให้เปิดเผยได้ แอดมินจึงยินดียิ่ง ที่จะได้เปิดเผยให้แฟนเพ็จ ได้รับรู้ด้วย
๑.กุมารรุ่นหนึ่งมีแปดตน ดังที่เคยเล่าแล้ว ว่าเทพผู้ใหญ่ท่านประทานให้ เทพผู้ใหญ่ท่านนั้นคือ ท้าวเวสสุวรรณ ผู้เป็นอธิบดีแห่ง อสูร ยักษ์ และภูติผี เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ แต่กุมารเหล่านี้ไม่ใช่บุตรของท่าน แต่เป็นมือขวาของท่าน เพราะฉนั้นกุมารรุ่นหนึ่ง พวกภูติผีจึงเกรงกลัวมาก เพราะพ่อเขาใหญ่


๒.กุมารรุ่นสอง มีสิบแปดตน เป็นพี่น้องกับกุมารรุ่นหนึ่ง แต่คนละแม่ แม่ของกุมารรุ่นนี้ จะเก่งไสยเวทย์มาก เพราะฉะนั้นกุมารรุ่นนี้เก่งวิชามาก ดังที่เคยเล่าให้ฟังว่า ไปถอนคุณไสยที่ตัวลูกศิษย์ที่ถูกคุณไสย และยังไปถอนคนทำ อัดวิชาใส่แม่หมอที่เพรชบูรณ์จนน่วม


๓.กุมารแดงแรงฤทธิ์ เป็นกุมารที่องค์พ่อพิฆเนศประทานมาให้ เป็นกุมารที่ฤทธิ์มาก ส่วนมากคนขออะไรมักสำเร็จ จะมีนิสัยแก่น ๆชอบคนที่เล่นกับเค้า กุมารแดงนี่ถ้ารักแล้วรักตายเลย ที่ตามตัวเขาที่มีขน อาจเป็นเพราะเขาเป็นบริวารพ่อพิฆเนศ จึงมีขนขึ้นที่ตัวก็ได้


๔.กุมารนิลพัท เป็นกุมารของหลวงปู่เอี่ยมให้มา กุมารนิลพัท รุ่นนี้อ.กฤษณะ ได้ขอองค์ปู่อิศวร ให้แสดงฤทธิ์ได้ไม่จำกัด จึงมีเรื่องราวของนิลพัทมาก เช่นบังเด็กไม่ให้พ่อแม่ไว้เป็นชั่วโมง เข้าแฝงเด็กขอขนมกิน ถ้าพูดถึงความแสบ คงไม่มีใครสู้นิลพัท


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,411 other followers