Author Archives: ammeria

About ammeria

เชื่อมั่นในไสยศาสตร์.

ลูกอมนางฟ้า อ.กฤษณะ (สายวัดสะพานสูง)

IMG_0517

ลูกอมนางฟ้า

 

สังคมไทยเรามีประวัติและตำนานมากมายเกี่ยวกับเทวดา ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวของเทวดาผู้ชายหรือที่เรียกกันว่าเทพองค์ต่างๆ แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทวดาผู้หญิงหรือจะเรียกอีกอย่างว่านางฟ้า และก็มีเรื่องวัตถุอาถรรพ์แร่ธาตุกายสิทธิ์ต่างๆที่มีเทวดารักษาอย่างเช่น เหล็กไหล ซึ่งเทวดาที่รักษาในเหล็กไหลนั้นจะปกป้องคุ้มครองผู้ที่ครอบครองให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง ซึ่งธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่หายากและมีราคาแพง แต่ก็มีผู้ที่ปราถนาจะครอบครองจำนวนมาก ครูบาอาจารย์บางท่านก็มีวิธีการอัญเชิญภูติที่เป็นลักษณะกึ่งเทพให้มารักษาวัตถุมงคลให้มีความศักดิ์สิทธิ์และคอยช่วยเหลือผู้ครอบครองให้ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ อย่างเช่น พระขุนแผนพรายกุมาร ลูกอมผงพรายกุมาร ของหลวงปู่ทิม อิสฺสริโก วัดละหารไร่ จ.ระยอง ที่โด่งดังคับฟ้าเมืองไทยและมีราคาเรือนแสน หรืออย่างดวงตาอาถรรพ์ ดาวนายพล ดาวประเภทต่างๆของหลวงพ่อผินะ ปิยธโร วัดพระสนมลาว ที่มีราคาเล่นหากันหลักพันถึงแสนบาท

 

แต่ก็มีครูบาอาจารย์บางท่านที่สามารถอัญเชิญนางฟ้าให้ลงมารักษาในวัตถุมงคลเพื่อให้นางฟ้าองค์นั้นๆช่วยเหลือและพิทักษ์รักษาผู้ที่ครอบครองบูชาวัตถุมงคลนั้นๆด้วย โดยใช้วิชาลับของสำนักวัดสะพานสูง ในการอัญเชิญเหล่านางฟ้าจากสรรค์ให้ลงมารักษาอยู่ในลูกอมนางฟ้า ซึ่งทำการลงยันต์อิซ้อนอิ อันเป็นยันต์สำคัญที่เมื่อใช้ยันต์นี้แล้วเทวดาหรือนางฟ้าจะต้องลงมารักษาวัตถุนั้นๆ ซึ่งนางฟ้าที่ลงมารักษาที่ลูกอมนางฟ้านั้นเป็นนางฟ้าที่ปราถนาจะสร้างบารมีในการช่วยเหลือผู้ที่ครอบครองลูกอมนางฟ้า และผู้ที่จะได้ครอบครองนั้นก็จะต้องมีวาสนากับนางฟ้าองค์นั้นๆด้วย จึงจะได้มีโอกาสครอบครองไว้บูชาป้องกันตัว อีกทั้งสามารถอธิษฐานให้นางฟ้าสามารถช่วยเหลือในการติดต่อการงานให้ราบรื่นประสบความสำเร็จ ให้เป็นผู้มีเสน่ห์และที่รักของคนทั่วไป ตลอดจนการขอให้มีโชคลาภต่างๆ

 

หลายคนคงจะเคยได้ยินเรื่องราวของเกจิอาจารย์ยุครัตนโกสินทร์ที่โด่งดังอย่างหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง ซึ่งพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักของท่าน ตลอดจนตะกรุดโสฬสมงคลของท่าน แต่ละอย่างมีราคาสูงนับล้านบาท อีกทั้งยังมีหลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูงและหลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูงที่เป็นเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงสืบทอดวิชาสายวัดสะพานสูงมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงยุคหลวงพ่อวาส วัดสะพานสูง แม้ท่านจะไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดสะพานสูงแต่ก็ได้รับนิมนต์ให้ไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกอยู่เป็นประจำและถือเป็นครูบาอาจารย์ที่มีพลังจิตสูงมากองค์หนึ่ง ซึ่งมีวาระจิตที่รวดเร็วและมีญาณหยั่งรู้ หลวงพ่อวาส ท่านมีศิษย์เอกอยู่คนหนึ่งที่เป็นฆราวาสซึ่งก็คืออาจารย์กฤษณะ ธเนศไพศาล ศิษย์สายวัดสะพานสูง โดยได้รับการครอบมือจากหลวงพ่อวาส วัดสะพานสูงให้เป็นอาจารย์ไสยศาสตร์สายวัดสะพานสูง

 

การที่ครูบาอาจารย์ท่านจะครอบมือให้เป็นอาจารย์นั้น ผู้ที่จะได้รับการครอบมือนั้นจะต้องมีความเพียรในการฝึกฝนมาก มีคุณธรรมสูงมีความสำเร็จในการฝึกสูง กล่าวคือเป็นคนที่เก่งในด้านวิชาไสยศาสตร์นั่นเอง อาจารย์กฤษณะ ธเนศไพศาล ได้รับการครอบมือรับรองให้เป็นอาจารย์สายสำนักวัดสะพานสูง จึงเชื่อได้แน่ว่าเป็นผู้มีคุณธรรมความสามารถที่ไม่ด้อยไปกว่าใคร การสร้างลูอมนางฟ้านี้เกิดจากความคิดที่ว่า ปัจจุบันคนในประเทศส่วนใหญ่ได้รับอันตรายต่างๆจากภัยที่มองเห็นและภัยที่มองไม่เห็น เช่น พวกภูติผีปิศาจ ไสยศาสตร์แห่งการทำร้าย ตลอดจนโจรภัย และอุบัติเหตุเภทภัยต่างๆ อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เริ่มจะฝืดเคือง การติดต่อธุรกิจการงานต่างๆที่มักติดขัดมีปัญหาไม่ค่อยได้รับความร่วมมือโดยง่าย

 

อาจารย์กฤษณะ ธเนศไพศาล จึงทำการลบผงอิติปิโสรัตนมาลา ตามตำราสายวัดสะพานสูง แล้วลงยันต์อิซ้อนอิ ลงบนผงรัตนมาลาที่ปั้นเป็นลูกกลมๆ หรือที่เรียกอีกอย่างว่าลูกอม จากนั้นจึงอัญเชิญนางฟ้าจากสรวงสวรรค์ให้ลงมารักษาลูกอมเพื่อที่นางฟ้าจะได้คุ้มครองรักษาผู้ที่ครอบครองบูชาลูกอมนางฟ้าติดตัว ให้แคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆ และให้ช่วยเหลือติดต่อกิจการงานต่างๆให้ประสบความสำเร็จด้วยดี มีนางฟ้าเป็นเพื่อนคอยช่วยเหลือให้เรื่องต่างๆสำเร็จโดยง่ายดีกว่าทำอะไรด้วยตัวเองอย่างยากลำบากนะครับ

 

ปาฎิหาริย์ลูกอมนางฟ้า เรื่องที่ 1

หลวงพี่วุฒิ อาธโร วัด…. เล่าให้ฟังว่าราวปี 2553 เมื่อครั้งที่ยังเป็นฆารวาสอยู่ได้บูชาลูกอมนางฟ้าไปให้พี่สะใภ้ 1 ลูก ปรากฎว่าเมื่ออยู่ภายในบ้านลูกสาวที่มีอายุได้ 4 ขวบ ก็มองเห็นผู้หญิงผมยาว หน้าตาสะสวยนั่งอยู่ข้างหลังแม่จึงเอ๋ยถามแม่ด้วยความไร้เดียงสาว่า “แม่ค่ะนั้นใครหรอ ผู้หญิงผมยาว สวยๆ” พี่ใภ้ของพระวุฒิ อาธโรก็ตกใจและนึกถึงลูกอมนางฟ้าที่พึ่งได้มา แล้วเกิดความรู้สึกว่าลูกอมศักดิ์สิทธิ์จริง มีนางฟ้ามารักษาดั่งคำบอกเล่า

 

อีกครั้งหนึ่ง…พี่สะใภ้คนเดิมพร้อมกับเพื่อนผู้หญิงอีกคนที่บูชาแม่นางฟ้าไปเหมือนกันได้เดินทางไป จ.อ่างทอง หาอาจารย์ฆารวาสท่่านนึงอายุประมาณ 50 เศษๆ ซึงมีชื่อเสียงในด้านทางใน เมื่อเข้าไปพบอาจารย์ท่านนี้ ท่านได้ทักพี่สะใภ้หลวงพี่วุฒว่า “มีนางฟ้ามาด้วยเค้านั่งอยู่ข้างๆ” พี่สะใภ้ของหลวงพี่วุฒิ อาธโร ก็ตกใจและนึกถึงลูกอมนางฟ้าที่บูชาติดตัว โดยห้อยอยู่ที่คอ พร้อมกันนั้น อาจารย์ท่านนั้นก็พูดต่ออีกว่า “นางฟ้าอีกองค์อยู่ในรถ ” ซึ่งเพื่อนที่ไปด้วยกันนั้นก็ได้บูชาลูกอมนางฟ้ามาด้วยเหมือนกัน เพียงแต่นำไปบูชาไว้ในรถยนต์ ซึ่งทั้งสองก็ประหลาดใจมากที่อาจารย์ท่านนี้ทักทายขึ้นเกี่ยวกับนางฟ้า และเกิดความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของลูกอมนางฟ้า ที่มีนางฟ้ามารักษาจริงๆ นับเป็นปาฎิหาริย์ของลูกอมนางฟ้า ซึ่งได้แสดงฤทธิ์ให้เห็นว่ามีนางฟ้ามาคอยคุ้มครองรักษาผู้ครอบครองบูชา

 

ปาฎิหาริย์ลูกอมนางฟ้า เรื่องที่ 2

ครั้งหนึ่งเมื่อเดือน มกราคม ปี 2555 คุณวิริทธิ์ธนา ได้บูชาลูกอมนางฟ้าไปวันหนึ่งในขณะที่ขึ้นรถโดยสารประจำทาง กระเป๋ารถเมล์ก็มาเก็บค่าโดยสารคุณวิริทธิ์ ก็จ่ายค่าโดยสารไปและรับตั่วมาพร้องเงินทอนโดยไม่ได้สังเกตุ เมื่อรถเดินท่างไปสักระยะนึงก็มีนายตรวจขึ้นมาตรวจบนรถเขาจึงหยิบตั๋วรถเมล์ออกมาปรากฎว่าพบตั๋ว 2 ใบในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น กระเป๋ารถเมล์ก็เดินผ่านมาพอดีพร้อมกับบอกว่านั้นตั๋วของรถคันนี้แหละ คุณวิริทธิ์ จึงพูดออกไปว่า “ป้าผมขึ้นมาคนเดียวนะ ทำไมตีตั๋วให้ผมสองใบ” กระเป๋ารถเมล์ก็ตอบกลับมาว่า “ก็เห็นขึ้นมา 2 คนกับแฟนที่สวยๆอะ” เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คุณวิริทธิ์ นึกถึงลูกอมนางฟ้าที่บูชาติดตัวมา จากนั้นก็ตอบกลับไปว่า “ผมขึ้นมาคนเดียวจริงๆนะป้า” กระเป๋ารถเมล์ก็เลยขอตั๋วคืนพร้อมคืนเงินให้  นี่นับเป็นปาฏิหาริย์ของลูกอมนางฟ้าที่จะคอยปกปักรักษาผู้ครอบครองบูชาจนถึงขั้นแสดงฤทธิ์ให้คนธรรมดาเห็นได้ด้วยตาเนื้อ

 

อีกครังนึงประมาณ 1 สัปดาห์ถัดมาคุณวิริทธิ์ธนา ได้ไปที่ลานเบียร์พร้อมกับแฟนสาวและเพื่อนชายอีกหนึงคน พอไปถึงเด็กเชียร์เบียร์ก็จัดเตรียมจานและแก้วมาเสริฟที่โต๊ะ 4 ชุดซึ่งเกินมา 1 ชุด เพื่อนชายของคุณวิริทธิ์ ก็เลยแซวไปว่า “อ้าวจะมานั่งกับพี่หรอน้อง…มากัน 3 คนแต่จัดมาให้ 4 ที่” เด็กเชียร์เบียร์ก็เกิดความตกใจพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “ก็เมื่อกี้นี้เห็นพี่เค้า….”แต่ก็เก็บจานกับแก้วที่เกินมาแบบงงๆอย่างเห็นได้ชัด คุณวิริทธิ์ธนา ก็ระลึกถึงลูกอมนางฟ้าซึ่งได้บูชาติดตัวมาด้วย ว่าได้แสดงปาฎิหาริย์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนธรรมดาอีกครั้งหนึ่ง!

 

ครั้งล่าสุดคือวันศุกร์ที่ 30 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2555 เวลาประมาณ 07:00 น. คุณปาริฉัตร ได้ตื่นนอนตอนเช้าเพื่อเตรียมตัวจะไปทำงาน แต่ในขณะที่รอชุดทำงานที่ซักแล้วยังไม่แห้ง ซึ่งแก้ไขโดยการนำไปตากพัดลมอยู่นั้น ระหว่างรอจึงได้นอนหลับงีบอยู่ที่โซฟาในบ้าน ขณะกำลังสลึมสลืออยู่นั้น ได้มองเห็นผู้หญิงผิวขาว ที่มีใบหน้าสวยงาม มีผมยาวสีดำ ใส่กระโปรงซีทรูสีชมพูลายลูกไม้แบบมีซับในยามถึงตาตุ่ม แบบที่ในสมัยปัจจุบันเค้านิยมใส่กัน ผู้หญิงคนนี้ใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีขาว ดูเป็นคนมีระดับ(แบบไฮโซ) นั่งไข่วห้าง(ขาซ้ายทับขาขวา) โดยนั่งหันข้างอยู่บนโซฟา(เป็นโซฟายาว) แต่พอตื่นมาดูอีกทีก็ไม่พบใคร โดยที่ในบ้านของคุณปาริฉัตรนั้นแฟนได้บูชาลูกอมนางฟ้ามา1ลูก อยู่บนหิ้งพระ นับเป็นการแสดงฤทธิ์ของนางฟ้าที่จะทำให้ผู้ครอบครองตลอดจนบริวารได้รับรู้ว่ามีตัวตนอยู่จริง และสามารถแต่กายในรูปแบบต่างๆได้ตามยุคสมัยหรือตามเจตนาที่นางฟ้าต้องการ ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้สัมพันธ์กับเรื่องที่บุคคลอื่นๆได้เผชิญพบกับปาฏิหาริย์นางฟ้า เนื่องจากนางฟ้าแต่งกายตามยุคสมัยได้ คุณป้ากระเป๋ารถเมล์หรือสาวเชียร์เบียร์ที่ประสบพบเห็นจึงนึกว่าเป็นคนจริงๆ

 

Credit: หลวงพี่วุฒ, คุณวิริทธิ์ธนา และคุณทิม


วัตถุมงคล อ.พีรเดช จันทร์คำ

อ.พีรเดช จันทร์คำ

อ.พีรเดช จันทร์คำ (อาจารย์ของผม) เอ่ยชื่อมาทุกท่านคงไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าท่านมาจากสายสำนัก กุญแจ ไสยศาสตร์ ที่อ.ชุม ไชยคีรี เป็นผู้ก่อตั้ง หลายท่านคงต้องร้องอ๋อ เพราะพระเครื่องและประสบการ์ในวัตถุมงคลของท่านมีมากมายก่ายกอง แต่ถ้าใครยังไม่รู้จัก อ.ชุม ไชยคีรี ว่าท่านเป็นใครหาอ่านได้ที่นี่ครับ

http://namapata.wordpress.com/2012/06/22/ประวัติอาจารย์ชุม-ไชยคี/

อ.พีรเดชท่านเป็นศิษย์สำนัก กุญแจ ไสยศาสตร์ รุ่นที่ 2 เป็นลูกศิษย์ของ อ.ณรงค์ฤทธิ์ซึ่งเป็นบุตรชายของ อ.ชุม รับสืบทอดวิชาสายเขาอ้อมาจากคุณพ่อท่านอีกที อ.ณรงค์ฤทธิ์ท่านลงกระหม่อมรับอ.พีรเดชเป็นศิษย์ตั้งแต่อายุ 16 ปัจจุบัน อ.พีรเดช อายุย่างเข้า 58 ปี (อ.ณรงค์ฤทธิ์ถึงแก่กรรม ตอนอายุ 49)

Image

ภาพ อ.พีรเดช จันทร์คำ

ก่อนหน้าที่จะมาเรียนวิชากับอ.ณรงค์ฤทธิ์ อ.พีรเดช เคยฝากตัวเป็นศิษย์และเรียนวิชากับ อ.แสวง บังเกิดลาภ หลานชายแท้ๆและศิษย์เอก หลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง จ.อยุธยาภายหลัง หลวงปู่หน่าย อนุญาติให้ทำพิธีครอบมือสามารถนำวิชาไปถ่ายทอดต่อได้ แต่ท่านติดกิจธุระ จนหลวงปู่หน่ายท่านละสังขารไปเสียก่อน.

 

วัตถุมงคล อ.พีรเดช จันทร์คำ

736465_587263484633892_949612562_o

 1.ผ้ายันพระธรรมราช

61009_10151308963380480_1271422823_n
2.ตะกรุดพระธรรมราชดอกเล็ก (ตะกั่ว)

ล็อกเก็ดอาจารย์ ล็อกเก็ต หลัง

3.ล็อกเก็ตอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์

ตะกรุดพระธรรมราชดอกใหญ่
4.ตะกรุดพระธรรมราชดอกใหญ่ (ตะกั่ว,ทองเหลือง)

นางกวัก นางกวัก กลาง
5.แม่นางกวักขนาดบูชาไม้งิ้วดำ

จิ้งจก
6.จิ้งจกไม้งิ้วดำ

นกทึกทือไม้งิ้วดำ
7.พญานกทึดทือไม้งิ้วดำแกะ

พระศรีวลี
8.พระสีวลีไม้งิ้วดำ

ไม้เท้าไม้งิ้วดำ

9.ไม้เท้างิ้วดำด้ามเงิน

ยันนกทืกทือ
10.ผ้ายันต์นกทึดทือ
11.น้ำมันโชคลาภ
12.สีผึ้ง อ.ณรงค์ฤทธิ์

ประคำมือ
13.ประคำมือเนื้อไม้
14.ประคำคอเนื้อไม้

ปลัดขิก ปลัดขิก หลัง
15.ปลัดขิกภูติสังหาร (เงินล้าน)

กุมาร
16.กุมารมหาเทพ (รุ่นแรกและรุ่นเดียว)

นกทืกทือเนื้อโลหะ
17.พญานกทึดทือเนื้อโลหะ

226401_462706100462635_2035864837_n 387776_462733417126570_1472251819_n

18.ล็อกเก็ตอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์

ปล. นับเฉพาะรายการที่มีให้เช่าบูชานะครับ บางรายการอาจมีจำนวนน้อยหรือออกมาแล้วหมดเลย หรือ คณะศิษย์ขอความเมตตาทำกรณีพิเศษยกตัวอย่าง “พญาเสือสมิง ,ปี่เซี่ย, ตะกรุดกำเนิดสาม (จารมือ) , ตะกรุดมหาบุรุษแปด,ตะกรุดสาริกา, ตะกรุดโชคลาภ ไม่นับนะครับถือว่า limited ครับ

credit: ขอบคุณ คุณ Tackled สำหรับขอมูลและรูปถ่ายครับ


ประวัติท่านอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี แห่งสำนักกุญแจไสยศาสตร์ ตอนที่ 4

 arjan naronglit

ตอน ห้ามฝนกลางพายุ

                    ในช่วงราวๆเดือนกันยายนปี พ.ศ. 2537 ท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี ได้รับเชิญไปร่วมงานพิธีมงคลสมรสของลูกศิษย์คนหนึ่ง ชื่อว่า นาย อรรถพร ทรัพย์กมล ซึ่งจัดในบริเวณลานกว้างหน้าอาคาร โรงเรียนอุดมวิทยา คลอง 2 จังหวัดปทุมธานี โดยในวันพิธีมงคลสมรสนั้น ปรากฎว่าสภาพอากาศอึมครึม ท้องฟ้าดำทมึนมีเมฆฝนจำนวนมากเต็มท้องฟ้า สายฟ้าแลบแปลบปลาบ และมีเสียงฟ้าร้องเป็นระยะๆ ทั้งมีลมพัดกรรโชกแรง นาย อรรถพร ทรัพย์กมล ซึ่งเป็นเจ้าบ่าวก็มีความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก กลัวว่างานจะล่ม ด้วยว่าเป็นงานแต่งครั้งแรกทั้งจัดเลี้ยงกลางแจ้ง ถ้าหากฝนตกต้องแย่ๆแน่ๆ อีกทั้งไม่มีความคิดที่จะจัดงานแต่งงานบ่อยๆ จึงนำความในใจนี้ไปปรึกษากับบุคคลซึ่งเป็นทั้งญาติผู้พี่และเป็นศิษย์พี่ในสำนักกุญแจไสยศาสตร์ ที่มาร่วมงานในขณะนั้นก็คือ พี่อุ๊หรือที่เรียกกันว่า อ.พีรเดช จันทร์คำ ศิษย์เอกของท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี  เมื่อพี่อุ๊ทราบเรื่องก็แหงนหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกับพูดว่า “ พายุเข้าขนาดนี้พี่เอาไม่อยู่หรอก อย่างนี้ต้องให้อาจารย์ ”

นาย อรรถพรก็รอจนท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ เดินทางมาถึงในงานพิธีมงคลสมรสของตัวเอง แล้วจึงรีบเข้าไปเรียนความให้ท่านทราบ อ.ณรงค์ฤทธิ์ มองฟ้าครู่นึงแล้วพูดขึ้นว่า “ เอาธูปมา 9 ดอก ” นาย อรรถพรจึงรีบกระตือรือร้นรีบไปหาธูปมาให้ท่าน 9 ดอก จนครบตามสั่ง อ.ณรงค์ฤทธิ์ จุดธูปอธิษฐานแล้วจึงปักธูปทั้ง 9 ดอกนั้นที่หน้าโรงเรียนอุดมวิทยา  ปรากฎว่าสภาพอากาศอึมครึมมีสายฟ้าแลบอยู่ตลอดทั้งงาน แต่ไม่มีฝนตกลงในงานเลยแม้แต่หยดเดียว ทว่าห่างจากโรงเรียนอุดมวิทยาไปราว 200-300 เมตร มีตลาดอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า ตลาดพระรูป ปรากฎสายฝนหลั่งโปรยปรายสาดซัดไปทั่วทั้งตลาดพระรูปจนถึงขั้นน้ำท่วม แต่ในโรงเรียนอุดมวิทยาและบริเวณภายในรัศมีโดยรอบประมาณ 200-300 เมตร ไม่มีฝนตกลงมาเลย นี่นับเป็นพลังจิตอันเหนือชั้นของท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี ซื่งมีความเข้มขลังเป็นอย่างยิ่งที่แม้แต่เทวดาก็ยินยอมช่วยเหลือเปิดฟ้าเป็นช่องให้เฉพาะบริเวณงานพิธีมงคลสมรสของลูกศิษย์ท่าน

              ป.ล. ปัจจุบันอ.พีรเดช จันทร์คำ สามารถห้ามฝนในขณะท้องฟ้าดำทมึนมีสายฟ้าแลบได้ และสามารถสั่งห้ามฝนตกเป็นเวลากี่วันแล้วค่อยให้ตกในวันที่กำหนดได้ เท่าที่รู้ไม่น่าจะเกิน 3 วัน และสามารถแสดงฤทธิ์อื่นๆได้ สมกับเป็นศิษย์เอกของท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี


พระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา

พระครูสิริวัฒนการ (พระอาจารย์ศรีเงิน อาภาธโร) วัดดอนศาลา ยอดพระเกจิอาจารย์ เมืองพัทลุง

“พระอาจารย์ศรีเงิน อาภาธโร” หรือ พระครูสิริวัฒนการ อดีตรองเจ้าอาวาส วัดดอนศาลา ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ยอดพระเกจิอาจารย์ ศิษย์เอกพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม พระอาจารย์แห่งสำนักเขาอ้อ

ประวัติ

อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า ศรีเงิน ชูศรี เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2472 ที่บ้านไผ่รอบ หมู่ที่ 7 ต.ปันแต อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 5 คน โยมบิดา-มารดา คือ นายสุดและนางเฟื่อง ชูศรี

ในช่วงวัยเด็ก มารดาของท่านได้เสียชีวิตตั้งแต่ท่านอายุเพียงแค่ 7 ขวบ ภายหลังจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 โรงเรียนวัดดอนศาลา ได้ลาออกมาช่วยบิดาประกอบอาชีพ จนเมื่ออายุ 17 ปี บิดาได้เสียชีวิตไปอีกคน

กระทั่งเมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดดอนศาลา เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2493 โดยมีพระพุทธิธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดสุวรรณวิชัย และรองเจ้าคณะจังหวัดพัทลุง เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูกรุณานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอควนขนุน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูกาชาด (บุญทอง) เจ้าอาวาสวัดดอนศาลา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า อาภาธโร

พระอาจารย์ศรีเงิน ภายหลังอุปสมบทท่านได้อยู่จำพรรษาอยู่ที่ วัดดอนศาลา พร้อมกับตั้งใจศึกษาด้านพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี โท และ นักธรรมชั้นเอก ตามลำดับ

ด้านศาสนกิจ นอกจาก พระอาจารย์ศรีเงิน จะเป็นพระครูสอนนักธรรมแก่พระภิกษุ-สามเณรที่ วัดดอนศาลาแล้ว พระอาจารย์ศรีเงินท่านยังเป็นครูสอนธรรมศึกษาจริยธรรมแก่นักเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่ วัดสุวรรณวิชัย อ.ควนขนุน ได้อุปถัมภ์โรงเรียนวัดดอนศาลานำวิทยาด้วย โดยได้จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับโรงเรียน สร้างสนามกีฬา สร้างศาลาอเนกประสงค์ และพระอาจารย์ศรีเงินยังเป็นอาจารย์สอนพิเศษ วิชาธรรมศึกษา จริยธรรมศึกษา ให้กับนักเรียนที่เข้าสอบธรรมศึกษาในสนามหลวงทุกปี ตั้งแต่ธรรมศึกษาชั้นตรีถึงชั้นเอก พร้อมทั้งได้ให้ทุนศึกษาแก่นักเรียนที่มีอุปนิสัยดีและตั้งใจเรียนเป็นประจำ

ด้านวิทยาคม พระอาจารย์ศรีเงินท่านได้ศึกษาร่ำเรียนวิชาสายเขาอ้อกับพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ และพระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ นอกจากนี้ ท่านได้ศึกษาความรู้ทางด้านการแพทย์แผนโบราณกับพระครูพิพัฒน์สิริธร หรือ พระอาจารย์คง สิริมโต อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน และได้ร่ำเรียนวิชากับอาจารย์เปรม นาคสิทธิ์ โดยเฉพาะกับพระอาจารย์ปาล นับได้ว่าพระอาจารย์ศรีเงินเป็นศิษย์เอกที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาสายตรงจาก พระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม มากที่สุดท่านหนึ่ง

ด้วยระหว่างที่พระอาจารย์ศรีเงินเป็นพระครูสอนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุและสามเณรที่วัดเขาอ้อ นั้น พระอาจารย์ศรีเงินได้เรียนวิชากับพระอาจารย์ปาลมาโดยตลอด

เมื่อพระอาจารย์ปาลชราภาพ พระอาจารย์ศรีเงินย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดดอนศาลา ท่านก็ทำหน้าที่ดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาหลายปี และเมื่อพระอาจารย์ปาลมรณภาพลง พระอาจารย์ศรีเงินก็เป็นแม่งานใหญ่ในการจัดพิธีศพ

สำหรับวัตถุมงคลของพระอาจารย์ศรีเงิน ล้วนแต่เป็นที่นิยมของบรรดานักสะสมพระเครื่องและผู้สนใจอย่างแพร่หลายทั้งใน จังหวัดและทั่วประเทศ เนื่องจากมีพุทธคุณสูงทั้งด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี และเมตตามหานิยม

อย่างไรก็ตาม พระอาจารย์ศรีเงิน เคยได้เปิดกรุวัตถุมงคลของท่านส่วนหนึ่ง เมื่อประมาณปี 2536 เพื่อสมนาคุณให้กับผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนสร้างศาลาอเนกประสงค์ (ศาลาสิริวัฒนการ) โรงเรียนวัดดอนศาลา ซึ่งมีหลายรุ่นด้วยกัน เช่น พระสมเด็จเนื้อนวโลหะ ปี 2524 พระกลีบบัวผงว่านยา ปี 2526 พระกริ่งสิริวัฒน์ รุ่นฉลองสมณศักดิ์ สัญญาบัตรพัดยศ ปี 2534 พระผงว่านสิริวัฒน์ พระปิดตาเนื้อชินตะกั่ว พระของขวัญเนื้อผงว่านยาอาจารย์นำ ปี 2513 และตะกรุดต่างๆ แต่ปัจจุบันวัตถุมงคล พระเครื่อง พระอาจารย์ศรีเงินเหล่านี้ล้วนเสาะแสวงหาได้ยากยิ่งนัก

พระอาจารย์ศรีเงิน อาภาธโร วัดดอนศาลาได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตร ในราชทินนามพระครูสิริวัฒนการ และได้สร้างพระกริ่งสิริวัฒน์ รุ่นฉลองสมณศักดิ์ สัญญาบัตรพัดยศ เมื่อปี 2534

พระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2543 สิริอายุได้ 72 ปี พรรษา 51

ตลอดชีวิต พระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา อาศัยในร่มเงาพระพุทธศาสนา ประกอบคุณงามความดีด้วยจิตใจที่ผ่องแผ้ว แม้ว่าพระอาจารย์ศรีเงินจะละสังขารลาโลกไปแล้วก็ตาม แต่คุณงามความดีที่ได้ประกอบศาสนกิจมาตลอดชีวิต จะเป็นที่จดจำของชาวพัทลุงอย่างมิลืมเลือน


ประวัติท่านอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี แห่งสำนักกุญแจไสยศาสตร์ ตอนที่ 3

ประวัติท่านอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี แห่งสำนักกุญแจไสยศาสตร์ ตอนที่ 3

ตอน ร่วมงานพุทธภิเษก

ในปี พ.ศ. 2506 คุณพ่อ อ.ชุม ไชยคีรี ได้รับเชิญให้เป็นเจ้าพิธีฝ่ายฆราวาสในพิธีพุทธาภิเษกงานหล่อรูปเหมือนเท่าองค์จริงของพระเทพติยาจารย์ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2506 ตรงกับวันเสาร์แรม 5 ค่ำ เดือน 5 (เสาร์5) ในโอกาสนี้ทางวัดได้จัดสร้าง พระสมเด็จ 2 พี่น้อง หลวงพ่อขาว หลวงพ่อดำ ซึ่งสร้างตามตำราของพระคุณท่านราชธรรมกวี ที่วัดเสน่หา จ.นครปฐม ตามตำราว่าไว้ว่าจะต้องนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 9 อย่าง ผสมกันจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้ 1.ว่านยา108ชนิด เจาะจงเอาที่มีคุณวิเศษไม่ซ้ำกัน ขาดเกินมิได้ 2.ดอกไม้ชื่อมงคล108ชนิด มีชื่อไม่ซ้ำกัน (ดอกว่านขันหมากเงิน ดอกว่านขันหมากทอง ขาดมิได้) 3.น้ำจากท่าน้ำต่างๆ108บาง ไม่ซ้ำกันนำมาผสมทำน้ำมนต์พรมว่านยา 4.ดอกไม้บูชาพระประธานในวันเข้าพรรษา108วัด ต้องนำมาถึงพร้อมกันในคืนวันเข้าพรรษา 5. ดอกไม้บูชาพระประธานในวันมาฆบูชา108วัด เริ่มเก็บตั้งแต่พระอาทิตย์ตก จนถึงเที่ยงคืนให้นำมาถึงทีเดียวในวันนั้น รุ่งแล้วมาถึงไม่ครบใช้ไม่ได้ต้องรอใหม่อีก 1 ปี 6. น้ำจากมหานทีต่างๆ9สาย 7. ตะไคร่น้ำจากพระบรมมหาธาตุ9แห่ง 8. ดินโป่ง 9แห่ง 9.แร่ธาตุมงคลต่างๆ 9 ชนิด (มีแร่สังขวานร เป็นต้น) ท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ พร้อมด้วยคณะศิษย์สำนักกุญแจไสยศาสตร์ก็ได้โอกาสติดสอยห้อยตามคุณพ่อท่านไปด้วย และในครั้งนี้นี่เองที่ทำให้เกจิอาจารย์ดังซึ่งได้ไปร่วมในงานพิธีพุทธาภิเษกงานเกิดความสนใจในตัวท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ ขึ้นมาจนถึงขั้นอยากได้ตัวไปเป็นศิษย์

เมื่อเริ่มพิธีพุทธาภิเษก คุณพ่อ อ.ชุม ไชยคีรี อ่านโองการเชิญครูทำพิธีบวงสรวงชุมนุมเทวดาท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ พร้อมด้วยคณะศิษย์สำนักกุญแจไสยศาสตร์ก็เข้าร่วมในพิธีด้วย ครั้นเริ่มพุทธาภิเษก คุณพ่อ อ.ชุม ไชยคีรี ได้ให้โอกาส อ.ณรงค์ฤทธิ์ และคณะศิษย์สำนักกุญแจไสยศาสตร์นั่งปรกปลุกเสกจับสายสิญจ์ ร่วมกับคณะเกจิอาจารย์ชื่อดังจำนวนหลายรูป มีรายนามดังต่อไปนี้ 1.พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน 2.หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา 3.ท่านเจ้าคุณวรพจน์ปัญญาจารย์ วัดอรัญญิกาวาส จ.ชลบุรี 4.หลวงพ่อเจริญ วัดเจริญสุขาราม จ.สมุทรสงคราม 5.หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม 6.ท่านเจ้าคุณกาญจนวัตรวิบูลย์ วัดลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี 7.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ จ.สุพรรณบุรี 8.หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก จ.สุพรรณบุรี 9.หลวงพ่อรอด วัดประดู่พัฒนาราม จ.นครศรีธรรมราช 10.หลวงพ่อนารถ วัดศรีโลหะ จ.กาญจนบุรี 11.หลวงพ่อลำเจียก วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 12.หลวงพ่อปาน วัดหนองปลาไหล จ.นครปฐม 13.หลวงพ่อสำเนียง วัดเวฬุวนาราม จ.นครปฐม 14.ท่านพระครูพินิจสุวรรณภูมิ วัดอู่ทอง 15.หลวงพ่อเทพ สำนักสงฆ์โพธิ์ทองเทพาราม 16.ฐานยุตตฺภิกฺขุ ว.ส. วัดเสน่หา จ.นครปฐม (ท่านเป็นผู้รวบรวมมวลสารในการจัดสร้าง พระสมเด็จ 2 พี่น้อง หลวงพ่อขาว หลวงพ่อดำ ทั้งหมด) 17.หลวงพ่อคลิ้ง วัดถลุงทอง 18.หลวงปู่เฮี้ยง จ.ชลบุรี 19.อาจารย์ชุม ไชยคีรี ฯลฯ เป็นต้น

ครั้นเสร็จพิธีพุทธาภิเษก หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ได้เรียก อ.ณรงค์ฤทธิ์ เข้าไปหาและบอกว่า “ไอ้หนูพลังจิตดีนี่ อยากจะเรียนวิชามั้ย จะสอนให้” อ.ณรงค์ฤทธิ์ ตอบว่า “ครับ” จากนั้นหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอมได้ถามอีกว่า “ไอ้หนูเป็นลูกใครล่ะ” อ.ณรงค์ฤทธิ์ ตอบกลับไปว่า “เป็นลูกคุณพ่อชุมครับ” หลวงพ่อเงินท่านนิ่งไปพักนึงก็บอกกับ อ.ณรงค์ฤทธิ์ ว่า “ถ้างั้นเรียนกับพ่อเถอะ” จากนั้นก็คุยกันอยู่สักครู่นึง อ.ณรงค์ฤทธิ์ ก็ขอตัวกราบลาหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เมื่อเดินออกมาได้ซักพักนึง หลวงพ่อคลิ้ง วัดถลุงทอง ก็เรียก อ.ณรงค์ฤทธิ์ เข้าไปหาท่าน เมื่อ อ.ณรงค์ฤทธิ์ เข้าไปกราบท่านแล้ว หลวงพ่อคลิ้ง วัดถลุงทอง จึงพูดว่า “ใว้โตเป็นหนุ่มแล้วให้มาเรียนวิชากับข้านะ” ที่ท่านพูดอย่างนี้เพราะว่า อ.ณรงค์ฤทธิ์ ยังเด็กมากในขณะนั้น (อายุได้ 14 ปี)อ.ณรงค์ฤทธิ์ ตอบว่า “ครับ” จากนั้นก็คุยกันเรื่องการฝึกวิชาอยู่ครู่นึง อ.ณรงค์ฤทธิ์ ก็ขอตัวกราบลาหลวงพ่อคลิ้ง วัดถลุงทองไปหาคุณพ่อ อ. ชุม ไชยคีรี

จะเห็นได้ว่าท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ มีความโดดเด่นเหนือธรรมดาในด้านพลังจิต จนเป็นที่สนใจของหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอมและพ่อคลิ้ง วัดถลุงทอง ซึ่งทั้ง 2 ท่านตรวจพบถึงพลังจิตของ อ.ณรงค์ฤทธิ์ ในสมาธิขณะพุทธาภิเษก ทั้งๆที่มีผู้ร่วมปลุกเสกเป็นจำนวนมาก แต่เกจิอาจารย์ชื่อดังก้องฟ้าเมืองไทยทั้ง 2 ท่านก็ยังทราบว่าเป็นพลังจิตของท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ ซึ่งในขณะนั้นอายุยังน้อยแต่มีพลังจิตสูงนับว่าไม่ธรรมดา และเป็นบุคคลหาได้ยาก ท่านทั้ง 2 ถึงกับเอ่ยปากชักชวนให้ไปเป็นศิษย์ทั้งๆที่พบหน้าเพียงครั้งแรกเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วเกจิอาจารย์ระดับนี้ ไม่ค่อยจะรับศิษย์ง่ายๆ จึงมีแต่คนไปขอเรียนวิชาอยากฝากตัวเป็นศิษย์
พระว่านยาหลวงพ่อดำและหลวงพ่อขาวมีพระพุทธคุณและอุปเท่ห์การบูชาอยู่ในตำรา ซึ่งกล่าวไว้ว่าพระหลวงพ่อขาวมีมหิทธานุภาพ ทางแคล้วคลาดภยันตรายและเป็นเมตตามหานิยม อำนวยโชคลาภผล พระหลวงพ่อดำทรงมหิทธานุภาพ ทางคงกระพันชาตรีป้องกันสรรพาวุธสัตว์เขี้ยวเล็บงา และภูตผีปีศาจ

อุปเท่ห์การนำพระว่านยาทั้งสองชนิดติดตัว หรือแก้ไขคุณไสยและบรรดาพิษภัยร้ายทั้งปวง ให้ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย คุณบิดามารดาครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณ แล้วจึงบริกรรมพระคาถา “นะโม อิสวาสุ อิติตังสะปาระมิโย อารักขันตุ” ครบ 3 คาบก็จะประสิทธิเมรถนา หากถูกอสรพิษหรือแมลงมีพิษกัดต่อย ให้อาราธนาพระว่านยาชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ นำมาฝนกับน้ำมะนาวทาหรือปิดปากแผล ถ้าถูกยาพิษยาเบื่อมา ถูกคุณไสยหรือภูตผีปีศาจกระทำ ก็ให้อาราธนาพระว่านยาอย่างใดอย่างหนึ่งสรงน้ำและนำน้ำมาประพรมศรีษะแล้วให้ผู้ป่วยดื่ม ก็จะสามารถแก้ไขได้

พระว่านยาทั้งสองชนิดนี้มีข้อห้ามอยู่ด้วยว่า อย่าได้นำพระไปใช้ในทางทุจริตผิดกฎหมาย และศีลธรรมเป็นอันขาด ซึ่งหากฝ่าฝืนจะเกิดโทษนานาประการ ตรงกันข้ามถ้านำไปใช้ในทางที่ชอบก็ถูกที่ควรแล้ว จะเกิดสิริมงคลอย่างอนันต์


ประวัติหลวงพ่อคง วัดบ้านสวน

หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน

ประวัติหลวงพ่อคง วัดบ้านสวน (พระครูพิพัฒน์สิริธร สิริมโต)

ประวัติ หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน จ.พัทลุง:ประวัติหลวงพ่อคง พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน ซึ่งเป็นศิษย์สายวัดเขาอ้อ และพระเครื่องที่หลวงพ่อคง ปลุกเสกนั้น แล้วแล้วแต่มีประสบการณ์ทั้งสิ้น  วัดบ้านสวน ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นอีกวัดหนึ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่กับวัดเขาอ้อ

กล่าวได้ว่า”วัดบ้านสวน“เป็นวัดสาขาหนึ่งของสำนักวัดเขาอ้อ เนื่องเพราะอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านสวนต่างล้วนเป็นศิษย์สำนักวัดเขาอ้อทั้งสิ้น

ความเป็นมาของ”วัดบ้านสวน“กล่าวว่าได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2070 ตรงกับสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่า พระปรมาจารย์ผู้เฒ่าวัดเขาอ้อ พร้อมด้วยพุทธบริษัทเป็นผู้สร้างขึ้น และเจ้าอาวาสรูปแรกก็คงเป็น “ศิษย์” มาจากวัดเขาอ้อ

ต่อมาเมื่อเสีย กรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310 วัดบ้านสวนอาจรกร้างทำให้เอกสารหลักฐานต่างๆ สูญหายไป มาปรากฏแต่ในชั้นหลังภายหลังจากที่พ่อท่านสมภารนอโม ซึ่งได้เดินทางมาศึกษาวิชาในสำนักวัดเขาอ้อ ต่อมาได้ออกเดินธุดงค์ในละแวกบ้านเขาอ้อ ดอนศาลา บ้านสวน และเห็นว่าที่บริเวณบ้านสวนเป็นเนินสูง มีวัดเก่าแก่รกร้าง ควรที่จะบูรณะ จึงได้ปักกลดบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในบริเวณนั้น โดยเมื่อแรกได้สร้างกุฏิ ซึ่งมีปรากฏหลักฐานอยู่บริเวณทางทิศใต้ของวัด ภายหลังได้มีผู้ศรัทธาทำรั้วรอบขอบชิดเป็นขอบเขตของกุฏิไว้เป็นสัดส่วน หากปัจจุบันพระครูขันตยาภรณ์ (พรหม ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดรูปปัจจุบัน ได้รื้อสร้างเป็นวิหารพ่อท่านสมภารนอโมเป็นที่ถาวรสถานแล้ว

พ่อท่านสมภารนอโมได้ทำนุบำรุงเสนาสนะและโบราณวัตถุต่างๆ ภายในวัดให้มีสภาพที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะโบสถ์ ทำด้วยไม้กลมแก่นของต้นหาด หลังคามุงจาก มีพระพุทธรูปองค์เล็กเป็นประธานอยู่ในโบสถ์ ต่อมาในสมัยพระฤทธิ์ อิสฺสโร ได้สร้างโบสถ์ใหม่คร่อม และหลังจากนั้นในสมัยพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้รื้อหลังที่คร่อม แล้วสร้างโบสถ์หลังใหม่ขนาดใหญ่ 2 ชั้น

ในการสร้างอุโบสถใหม่ครั้งนี้ ได้มีการขุดลูกนิมิตเดิมที่ฝังไว้ ได้พบหัวนอโมในหลุมลูกนิมิตด้วย เป็นหัวนอโมสมัยกรุงศรีอยุธยา

พ่อท่านสมภารนอโม มีสามเณรรูปหนึ่งคอยติดตามรับใช้ ครั้งหนึ่งได้ธุดงค์ไปจำพรรษาโปรดสัตว์ยังภูเขาดิน ปัจจุบันอยู่ทางทิศใต้ของวัดบ้านสวน ใกล้บริเวณมีคลองอยู่เป็นสถานที่ลงล้างบาตรของพ่อท่านสมภารนอโม สามเณรได้นำบาตรลงล้างในคลองนี้ จึงเรียกติดปากชาวบ้านมาจนถึงปัจจุบันนี้ว่า “คลองศาลาเณร”

นอกจากนั้นยังมีเรื่องเล่าว่าพ่อท่านสมภารนอโมได้เดินทางไปร่วมพิธีฉลองพระ บรมธาตุวัดพะโคะ ระหว่างทางท่านได้ปักกลดที่บ้านท่าสำเภาใต้ (อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขาดิน) มีผู้ศรัทธาหล่อพระพุทธรูปสมภารนอโมขึ้นไว้เป็นที่สักการะสืบมาจนถึง ปัจจุบันนี้

เป็นที่เล่าลือกันว่า พ่อท่านสมภารนอโมเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เก่งกล้าวิทยาคม สามารถสำแดงปาฏิหาริย์ต่างๆ ได้ แม้ว่าพ่อท่านสมภารนอโมจะมรณภาพไปแล้วก็ยังสำแดงปาฏิหาริย์ให้ได้เห็นกัน ความจริงในการมรณภาพของพ่อท่านสมภารนอโมนั้น ไม่มีใครพบเห็นร่างของท่าน เนื่องเพราะพ่อท่านสมภารนอโมได้หายไปจากวัดอย่างไร้ร่องรอย ชาวบ้านเล่าขานกันว่าท่าน “โละ” กล่าวคือ หายตัวกลายเป็นแสงสว่างพุ่งเป็นทางไปในท้องฟ้า เช่นเดียวกับอัตโนประวัติของหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ตอนหนึ่งที่หายไปจากวัดพะโคะ

อิทธิคุณปาฏิหาริย์ของพ่อท่านสมภารนอ โมยังเป็นที่กล่าวขานอยู่ถึงทุกวันนี้ ชาวบ้านสวนและบ้านใกล้เคียง เมื่อได้รับความเดือดร้อนเรื่องใด มักมาบนบานพ่อท่านสมภารนอโมให้ช่วยเหลือ ก็ได้สมหวังตามลำดับ

อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน “ศิษย์” สายสำนักวัดเขาอ้ออีกรูปหนึ่ง คือ พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) นับว่าเป็นที่น่าสนใจยิ่งอีกรูปหนึ่ง โดยหลวงพ่อคง วัดบ้านสวนเป็น “ศิษย์” สืบทอดวิชามาจากพระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) วัดดอนศาลา

ประวัติหลวงพ่อคง วัดบ้านสวน
พระครูพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ ปีขาล ตรงกับวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2445 ที่บ้านทุ่งสำโรง หมู่ที่ 8 ตำบลนาขยาด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นบุตรของนายส่ง มากหนู และนางแย้ม มากหนู มีพี่น้องด้วยกัน 4 คน คือ
1. นายปลอด มากหนู
2. นายกล่ำ มากหนู
3. นายกราย มากหนู
4. พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต)
หาก บิดามารดาได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่ครั้ง พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ยังเยาว์วัย จึงได้อยู่ในความอุปการะของนายชู เกิดนุ้ย และนางแก้ว เกิดนุ้ย ผู้เป็นญาติ ซึ่งเมื่อพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) มีอายุพอสมควรแก่การศึกษาเล่าเรียนแล้ว นายชู เกิดนุ้ย ได้นำไปฝากเป็นศิษย์พระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) ที่วัดดอนศาลา โดยเมื่อแรกได้ศึกษากับพระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) โดยตรง ต่อเมื่อทางวัดดอนศาลาได้จัดตั้งโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ศึกษาร่ำเรียนในโรงเรียนแห่งนั้นจนสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดเมื่อปี พ.ศ. 2462

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2465 ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสุนทรวาส ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน มีพระครูกาชาด (แก้ว) วัดพิกุล ตำบลชะมวง อำเภอควนขนุน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) วัดดอนศาลา เป็นพระศีลาจารย์ บรรพชาแล้วไปจำพรรษาอยู่วัดดอนศาลา แล้ววันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2466 จึงได้บรรพชาเป็นพระภิกษุ ณ วัดดอนศาลา มีพระครูกาชาด (แก้ว) วัดพิกุลทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการหนู วัดเกาะยาง ตำบลนาขยาด อำเภอควนขนุน เป็นพระกรรมวาจารย์

หลวงพ่อคง ได้รับฉายาว่า “สิริมโต”

หลวงพ่อคง วัดบ้านสวนอยู่จำพรรษาและศึกษาร่ำเรียนที่วัดดอนศาลา แต่ไปเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดพิกุลทองจนสอบนักธรรมตรีได้ในปีที่บวช หากแต่เพราะสุขภาพไม่เอื้ออำนวยให้ อีกทั้งครูสอนพระปริยัติธรรมสมัยนั้นหายากยิ่ง หลวงพ่อคง จึงเรียนพระปริยัติธรรมแต่เพียงเท่านั้น แต่ก็ได้ศึกษาวิชาไสยเวท ตามตำรับวัดเขาอ้อจากพระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) อีกทั้งยังคงขวนขวายในการหาตำรับตำราไสยศาสตร์ของท่านอาจารย์เฒ่าวัดเขาอ้อ มาศึกษาเองเพิ่มเติม จนมีความรู้แตกฉานและทรงวิทยาคุณในวิชาแขนงนี้ จนในชั้นหลังได้เป็นที่รู้จักและเคารพนับถือจากประชาชนทั่วไปทั้งในจังหวัด พัทลุงเอง หรือจังหวัดใกล้เคียง และเริ่มมีลูกศิษย์ลูกหามากขึ้นเป็นลำดับ ต่างเรียกว่า พระอาจารย์คงบ้าง “พ่อท่านคง“บ้าง แม้ในชั้นหลังจะมีสมณศักดิ์แล้วก็ยังคงเรียกขานเช่นเดิม

หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน ไม่มีใครเรียกขานในนาม พระครูพิพัฒนสิริธรกันเลย

กล่าวในหน้าที่การงานและการสร้างสาธารณประโยชน์ของพระครูพิพัฒนสิริธร (คง สิริมโต)นั้น ในปี พ.ศ. 2475 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน ในปี พ.ศ. 2482 พ่อท่านคง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระใบฎีกา ฐานานุกรมในพระครูกัลยาณปรากรมนิวิฎฐ์ เจ้าคณะอำเภอควนขนุน ถึงปี พ.ศ. 2487 พ่อท่านคง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน
ในปีพ.ศ.2491 หลวงพ่อคง ได้เลื่อนสมณศักดิ์จากพระใบฎีกามาเป็นพระครูชั้นประทวน ที่พระครูคง สิริมโต ปีรุ่งขึ้นพ.ศ.2492 พระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) เจ้าอาวาสวัดดอนศาลา และเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ มรณภาพลงเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2491 ทางเจ้าคณะอำเภอควนขนุนจึงมอบหมายให้ท่านรักษาการแทนเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือในปีพ.ศ.2493 อีก 3 ปีถัดมา คือ ในปีพ.ศ.2496 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ในเขตตำบลมะกอกเหนือ และยังได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะอำเภอควนขนุนให้เป็นพระอุปัชฌาย์ในพื้นที่ ตำบลใกล้เคียง เช่น ตำบลปันแต เป็นต้น จากบันทึกหลักฐานในการทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์ของพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ว่า ได้ทำหน้าที่บรรพชาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2496 และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2517 ก่อนหน้าที่จะมรณภาพ 5 วัน ได้ทำการอุปสมบทเป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,387 รูป ปัจจุบันลัทธิวิหาริกของพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ที่ยังอยู่ในสมณเพศประมาณ 30 รูป ซึ่งได้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่สงฆ์ และสมณศักดิ์ก็มาก

ต่อเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ “พระครูพิพัฒน์สิริธร”

ทางด้านการพัฒนาก่อสร้างสาธารณประโยชน์ของ พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) นับตั้งแต่เมื่อชาวบ้านได้เดินทางไปยังวัดดอนศาลา เพื่อขอพระภิกษุไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านสวนที่ว่างลงต่อพระครูสิทธิ ยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) ที่ได้ให้ชาวบ้านเลือกพระภิกษุภายในวัดดอนศาลา ซึ่งขณะนั้นมีหลายรูปด้วยกันที่มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ พร้อมจะเป็นเจ้าอาวาสวัดได้ ซึ่งชาวบ้านได้เลือกพระภิกษุคง สิริมโต เนื่องเพราะว่ามีอุปนิสัยใจคอเยือกเย็น มีอัธยาศัยดี มีบุคลิกลักษณะเหมาะสม เป็นผู้เอาการเอางาน สามารถที่จะพัฒนาวัดให้เจริญได้ ประกอบกับพระภิกษุคง สิริมโต เป็นผู้เคร่งครัดในการปฏิบัติพระธรรมวินัย จนเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก่อน

เมื่อหลวงพ่อคง มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดบ้านสวนแล้วนั้น นอกเหนือจากการปกครองคณะสงฆ์ของวัด พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ยังได้ร่วมมือร่วมใจกับชาวบ้านบ้านสวนในการพัฒนาวัด และสร้างสาธารณประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนา และชาวบ้านทั้งหลาย

โดยในปีแรกที่หลวงพ่อคง ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัด ได้จัดให้มีการศึกษาหนังสือไทยแก่เด็กชาวบ้านขึ้นภายในวัด โดยอาศัยศาลาโรงธรรมของวัดเป็นที่ศึกษาแทนโรงเรียน ให้พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นครูสอน การศึกษาได้เจริญเป็นลำดับมาจนภายหลังได้ก่อสร้างเป็นโรงเรียนประชาบาล ชื่อโรงเรียนประชาบาลตำบลมะกอกเหนือ 2 (วัดบ้านสวนคงวิทยาคาร) เปิดสอนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6

ในปีพ.ศ.2477 ได้จัดตั้งสำนักเรียนสอนพระปริยัติธรรมขึ้น โดยในชั้นแรกพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้ทำหน้าที่สอนเอง ทั้งนี้ด้วยสมัยนั้นหาผู้สอนพระปริยัติธรรมได้ยากมาก ต่อเมื่อได้ครูสอนแล้วหลวงพ่อคงท่านจึงได้หยุดสอนหนังสือ

ในปีพ.ศ.2479 เมื่อมีพระภิกษุจำพรรษาที่วัดเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่มีกุฏิเพียงพอ “หลวงพ่อคง“จึงได้สร้างกุฏิขึ้น 1 หลัง มี 3 ห้อง และในปีพ.ศ.2482 ได้สร้างเพิ่มอีก 1 หลัง ปีพ.ศ.2484 ได้สร้างอาคารเรียนโรงเรียนประชาบาลตำบลมะกอกเหนือ 2 (โรงเรียนวัดบ้านสวนคงวิทยาคาร) ซึ่งในการจัดสร้างครั้งนี้พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้ขออนุญาตทางราชการทำการตัดไม้ในป่ามาเลื่อยเป็นแผ่นกระดานสำหรับทำพื้น และฝา และในปีพ.ศ.2486 ได้จัดหาทุนสร้างโต๊ะ เก้าอี้สำหรับครู 2 ชุด โต๊ะและม้านั่งสำหรับนักเรียน 30 ชุด กระดานดำ 3 แผ่น มอบให้กับทางโรงเรียน

พ.ศ.2488 ได้สร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นอีกหนึ่งหลัง เป็นกุฏิไม้ใต้ถุนสูง ต่อมาในปีพ.ศ.2490 เมื่อโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรมวัดบ้านสวน มีพระภิกษุสามเณรมาศึกษาเพิ่มเป็นจำนวนมาก อาคารเรียนไม่เพียงพอจึงได้สร้างขึ้น 1 หลัง เป็นอาคาร 2 ชั้น พ.ศ.2492 ได้สร้างกุฏิสงฆ์เพิ่มอีก 1 หลัง เป็นกุฏิไม้ใต้ถุนสูง
ในปี พ.ศ. 2493 ได้สร้างบ่อน้ำเพิ่มขึ้น 1 บ่อ จากเดิมที่มีอยู่เพียงบ่อเดียว เพื่อสาธารณ ประโยชน์ทั้งวัดและชาวบ้านได้ใช้ในยามหน้าแล้ง พอปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2494 ได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างถนนเข้าสู่วัด โดยเชื่อมต่อกับถนนใหญ่สายควนขนุน-ปากคลอง โดยได้ทำถนนพร้อมกัน 2 สาย คือ สายทางทิศตะวันออก และสายทางทิศตะวันตกของวัด ระยะทางของถนนที่สร้างยาวสายละ 400 เมตร ถึงปี พ.ศ. 2496 ได้ร่วมกับชาวบ้านตัดถนนขึ้นอีก 2 สาย จากวัดบ้านสวนตัดไปทางทิศใต้ผ่านหมู่บ้านในหมู่ที่ 5 และ 6 ตำบลมะกอกเหนือไปสู่วัดแจ้ง (คอกวัว) ตำบลชัยบุรี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ส่วนอีกสายหนึ่งตัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านหมู่ที่ 6 ตำบลมะกอกเหนือ เข้าหมู่ที่ 3 ตำบลโตนดด้วน

พ.ศ.2497 ได้สร้างกุฏิขึ้นอีก 1 หลัง เป็นกุฏิ 2 ชั้น แบบครึ่งตึกครึ่งไม้ เพื่อใช้เป็นกุฏิสำหรับเจ้าอาวาสวัด และพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) หลวงพ่อคง วัดบ้านสวนได้พำนักที่กุฏิหลังนี้ตราบจนมรณภาพ ครั้นปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2498 พระพุทธิธรรมธาดา เจ้าคณะอำเภอควนขนุนได้ชักชวนพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ไปจำพรรษาที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร เพื่อฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อออกพรรษาแล้วจึงได้เดินทางกลับยังวัดบ้านสวน และได้นำความรู้ด้านวิปัสสนากรรมฐานมาฝึกปฏิบัติให้กับชาวบ้าน หากแต่ต่อมาเมื่อมีภาระทางการบริหารคณะสงฆ์ และการพัฒนาวัดด้านอื่นๆ มากขึ้นจึงได้งดไปโดยปริยาย
ในปี พ.ศ. 2499 พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ณ ประเทศอินเดีย ได้เดินทางเป็นคณะพร้อมด้วยพระพุทธิธรรมธาดา เจ้าคณะอำเภอควนขนุน เป็นเวลาเดือนเศษ ตอนขากลับได้นำต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เกิดสืบเนื่องจากต้นเดิมมาด้วย 2 ต้น ซึ่งได้นำไปปลูกไว้บนไหล่เขาวัดภูเขาทอง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง 1 ต้น ได้ทำพิธีปลูกเมื่อวันที่ 8-10 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ส่วนอีกต้นนั้นได้นำไปปลูกไว้ที่วัดในประเทศมาเลเซีย

ในปี พ.ศ. 2501 ศิษยานุศิษย์ และประชาชนที่เคารพนับถือได้ร่วมใจกันจัดงานทำบุญและฉลองพัดยศ เพื่อแสดงมุทิตาจิตในการที่พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2500 แต่งานได้จัดเมื่อวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 พร้อมกับทำบุญอายุ ซึ่งคณะศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันบริจาคเงินมอบให้กับพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) เพื่อใช้จ่ายในการสาธารณประโยชน์ ซึ่งท่านได้ปรารภจะนำเงินดังกล่าวไปสร้างกุฏิถวายวัดคูหา สวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เพื่อเป็นอนุสรณ์ คณะลูกศิษย์ต่างก็มีความยินดีจึงได้ร่วมสร้างกุฏิขึ้น 1 หลัง ได้ตั้งชื่อว่า “กุฏิพิพัฒน์อนุ สรณ์” ทางวัดคูหาสวรรค์ได้จัดเป็นที่พำนักของเจ้าคณะจังหวัดพัทลุง

พ.ศ. 2504 พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้สร้างหอระฆังขึ้น 1 หอ โดยได้รับบริจาคทุนทรัพย์จากนายแพทย์สวัสดิ์ บุณยะกุล และนางกันยา บุณยะกุล ถึงปี พ.ศ. 2505 ก็ได้สร้างถนนอีก 1 สาย จากวัดบ้านสวนไปสู่บ้านไสคำ หมู่ที่ 1 ตำบลโตนดด้วน ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ในปี พ.ศ. 2506 ได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนา ปีเดียวกันนั้นยังได้สร้างอาคารเรียนของโรงเรียนบ้านสวนคงพิทยาคารเพิ่มอีก 1 หลัง ด้วยอาคารเรียนไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน

ในปี พ.ศ. 2508 ได้จัดสร้างเชิงตะกอนเผาศพพร้อมศาลาสำหรับทำพิธี 1 หลัง ปี พ.ศ. 2512 ได้ดำเนินการสร้างระบบประปาขึ้นใช้ภายในวัด และโรงเรียนบ้านสวนคงพิทยาคาร และสร้างกุฏิสงฆ์เพิ่มอีก 1 หลัง ปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2513 ได้ติดต่อให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดพัทลุง ดำเนินการติดตั้งและเดินสายไฟเข้าวัดบ้านสวน ตลอดจนย่านชุมชนในบริเวณใกล้วัดด้วย
ในปี พ.ศ.2513 พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) เห็นว่าอุโบสถวัดซึ่งสร้างด้วยไม้ล้วน และสร้างมาเนิ่นนานแล้วได้ชำรุดทรุดโทรมจนยากต่อการบูรณะ จึงคิดที่จะสร้างขึ้นใหม่ และได้ปรึกษากับอาจารย์ชุม ไชยคีรี ศิษย์ฆราวาสของท่าน พร้อมด้วยนายแก้ว พ่วงคง และนายเพ็ง พ่วงคง ช่างก่อสร้างที่มีฝีมือ เพื่อดำเนินการสร้างอุโบสถหลังใหม่ โดยอุโบสถหลังใหม่ที่สร้างขึ้นเป็นอาคาร 2 ชั้น เหตุที่พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) สร้างอุโบสถ 2 ชั้น เพื่อเป็นการประหยัด เนื่องเพราะสร้างเพียงอาคารเดียวหากยังได้ศาลาการเปรียญ 1 หลัง หรือโรงเรียนพระปริยัติธรรม 1 หลัง โดยใช้อาคารชั้นล่างเป็นสถานที่นั่นเอง อุโบสถหลังใหม่ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2513 และประกอบพิธียกช่อฟ้าไปเรียบร้อยเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2515 หากอุโบสถก็ยังคงก่อสร้างไม่แล้วเสร็จเรียบร้อย ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่อุโบสถหลังนี้มาเสร็จสิ้นสมบูรณ์ต่อเมื่อพระครู พิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) มรณภาพไปแล้ว โดยได้มรณภาพเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2517
แต่ก่อนที่ท่านจะมรณภาพในปี พ.ศ.2516 พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้สร้างอาคารเรียนเพิ่มขึ้น เนื่องจากทางโรงเรียนได้ขยายชั้นเรียนจากประถมที่ 1-4 ไปจนถึงประถมปีที่ 6 และยังได้สร้างกุฏิเพิ่มอีก 1 หลัง ในปี พ.ศ. 2517 แต่ทั้ง 2 สิ่งที่ท่านดำเนินการล้วนมาเสร็จสิ้นภายหลังจากท่านมรณภาพแล้ว

มีเรื่องน่าบันทึกก่อนวันมรณภาพของหลวงพ่อคง วัดบ้านสวน หรือพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) กล่าวคือ ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2517 พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้นำพระภิกษุ สามเณร ศิษย์วัดและญาติโยม ทำการปักรั้วขยายเขตระหว่างวัดกับโรงเรียนบ้านสวนคงพิทยาคารเสียใหม่ โดยขณะปักรั้วเขตกั้นนั้น สายฝนได้โปรยปรายมาไม่ขาดระยะ หากท่านก็ยังคงปักรั้วเขตท่ามกลางสายฝนจนแล้วเสร็จ
หากระหว่างนั้น ครูประทิน เดชสง ครูโรงเรียนวัดบ้านสวนคงพิทยาคาร ได้ผ่านมาทางวัดพบเห็นเกรงว่าท่านจะเจ็บไข้ไม่สบาย จึงได้กล่าวกับท่านว่า “หลวงพ่อคง ทำงานกลางสายฝนนานๆ อย่างนี้ไม่กลัวเป็นหวัดหรือ เข้าในที่พักเสียดีกว่า” หากพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้ตอบไปว่า “ไม่พรือ ไม่ใช่ตัวคนทำด้วยดินนี่ ที่จะละลายไปกับน้ำได้ เรามาปักเขตรั้วเพื่อแบ่งปันสมบัติให้พวกเธอ เมื่อเราตายแล้วไม่มีใครจะแบ่งปันสมบัติให้พวกเธออีก”

ครั้นวันรุ่ง วันที่ 21 กันยายน ท่านได้บอกว่า เมื่อคืนท่านเป็นไข้หวัดตลอดคืน วันนี้ก็ยังไม่หาย หากวันนี้ยังมีการประชุมกรรมการวัดในเรื่องงานทำบุญอายุนายเชน คำหนูอินทร์ ครูใหญ่โรงเรียนวัดบ้านสวนคงพิทยาคารซึ่งครบเกษียณอายุราชการ และเรื่องจัดงานรับคณะกฐินที่จะนำมาทอดในวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งประชุมกันในเวลา 13.00-16.00 น. และพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้นั่งเป็นประธานจนประชุมเสร็จทั้งที่ท่านอาพาธอยู่

วันที่ 22 กันยายน อาการของท่านกำเริบกว่าวันก่อนเล็กน้อย ทว่ายังฉันเช้าและเพลได้ ทั้งยังสนทนากับผู้มาเยี่ยมได้ แต่ตกบ่ายเมื่อลูกศิษย์เห็นว่าอาการอาพาธหาทุเลาลงไม่ จึงได้ตามนายแพทย์ปรากรมมารักษา ได้ถวายยาฉีด และสั่งว่าวันพรุ่งนี้ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้นำท่านไปรักษาที่โรงพยาบาล

วันที่ 23 กันยายน พระพิณ และนายประเสริฐ ผู้พยาบาลท่านได้ไปตามอาจารย์ชุม ไชยคีรี พร้อมทั้งเล่าอาการป่วยของพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ให้ฟัง เมื่อคืนมีอาการไข้ขึ้นสูง ละมีอาการหอบไอด้วยนอนไม่หลับทั้งคืน อาจารย์ชุมจึงรีบไปดูอาการ พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) บอกว่าท่านเพลียมาก และนอนไม่หลับแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก อาจารย์ชุมพร้อมด้วยผู้ดูแลท่าน และญาติโยมที่กำลังเฝ้าดูอาการของท่านในขณะนั้น จึงนำท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลพัทลุง เมื่อเวลา 07.00 น.

กระทั่งเวลา 10.45 น. พระครูพิพัฒน์สิริธร(คง สิริมโต) ก็มรณภาพลงด้วยอาการหัวใจวายอย่างปัจจุบันด้วยอาการสงบ
กล่าวสำหรับวัตถุมงคลที่พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้สร้างขึ้นมานั้น ในปี พ.ศ. 2483 ได้สร้างพระกลีบบัวเนื้อเงินยวงขึ้นมา โดยก่อนหน้านั้นชาวบ้านได้ขุดพบก้อนเนื้อเงินยวงก้อนใหญ่ จึงได้นำมาถวายพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) และเห็นว่าเป็นเนื้อเงินยวงศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่มานานจึงได้นำมาหลอมรวมกับ ชนวนศักดิ์สิทธิ์ และตะกรุดของคณาจารย์สายเขาอ้อ เทหล่อพระเครื่องพิมพ์กลีบบัวขึ้นมาจำนวนประมาณ 1,000 องค์

พุทธลักษณะเป็นพระเครื่องหล่อพิมพ์กลีบบัว

ด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปองค์พระพุทธปฏิมากรปางสมาธิ ประทับบนอาสนะบัวคว่ำบัวหงาย รอบองค์พระเป็นเส้นรัศมี ขอบข้างยกเป็นเส้นลวด

ด้านหลัง ตรงกลางเป็นอักขระขอม 3 บรรทัด ล่างสุดเป็นอักษรย่อ “ว.บ.ส.” หมายถึง วัดบ้านสวน

ใน ปี พ.ศ.2511 ขณะนั้นบ้านเมืองกำลังถูกคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน จึงได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นมาเพื่อนำไปแจกจ่ายแก่บรรดาทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ และประชาชน โดยจัดสร้างพระปิดตานอโมขึ้นมาเป็นพระปิดตารูปทรงกลีบบัว หรือเล็บมือ ด้านหน้าเป็นรูปองค์พระภควัมบดี ยกพระหัตถ์ขึ้นปิดพระพักตร์ ด้านหลังพื้นเรียบ

มวลสารที่นำมาสร้างพระเครื่องในครั้งนี้ ประกอบด้วยผงวิเศษ ว่านต่างๆ ดังนี้

กรุสุพรรณบุรี-ผงพระขุนแผนกรุวัดบ้านกร่าง ผงพระขุนแผนไข่ผ่าซีก ผงพระเนื้อชินกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

กรุสุโขทัย-พระเนื้อชิน พระเนื้อดิน กรุวัดมหาธาตุ พระผงหลวงพ่อโต วัดป่ามะม่วง ผงพระกรุวัดช้างล้อม ผงระกรุวัดป่ากล้วย ผงพระนางพญาเสน่ห์จันทน์ ผงพระกรุวัดพระเชตุพน ฯลฯ

กรุพิษณุโลก-ผงพระเนื้อดินเผา วัดสะตือ ผงพระเนื้อดินเผา วัดท่ามะปราง ผงพระเนื้อดินเผา วัดจุฬามณี ผงพระกรุวัดชีปะขาว ผงพระอาจารย์แปลก วัดราชบูรณะ ผงพระกรุวัดนางพญา ผงพระกรุวัดอรัญญิก ผงพระพุทธรูปที่ชำรุด วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

กรุนครศรีธรรมราช-ผงพระคัมภีร์พระไตรปิฎก วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ผงตะไคร่พระเจดีย์ทุกองค์ในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ผงพระหักกรุวัดท่าเรือ ผงอิฐพระเจดีย์วัดท่าเรือ ผงพระเนื้อดินเผากรุวัดนางตรา ผงวัดท้าวโคตร ผงว่าน 108 ของพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช

กรุเพชรบูรณ์-ผงดินพระหัก เจ้าพ่อหลักเมือง ผงดินพระป่นวัดเสือ ผงดินหักป่นวัดช้างเผือก ผงดินพระหักป่นวัดพระแก้ว ผงดินพระหักป่นวัดมหาธาตุ

กรุพัทลุง-ผง ดินดิบสมัยศรีวิชัย ถ้ำคูหาสวรรค์ ผงอิทธิเจพระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) วัดดอนศาลา ผงพระหักป่นวัดเขาเจียก ผงดินท้องถ้ำเขาไชยสน ผงดินดิบสมัยศรีวิชัยถ้ำอกทะลุ

กรุลำพูน-ผงพระรอดมหาวัน ผงพระเปิม ผงพระสาม หรือพระตรีกาย

และยังมีผงพระกรุอื่นๆ อีกจำนวนมาก ตลอดจนว่านหลายชนิด เช่น

ว่านจำพวกเมตตามหานิยม และมหาลาภ ว่านเสน่ห์จันทน์ขาว ว่านเสน่ห์จันทน์แดง ว่านนางคุ้ม ว่านนางกวัก ว่านเศรษฐี ว่านนางล้อม ว่านโบตั๋น ว่านขอทอง ว่านขอเงิน ว่านขอลาภ ว่านน้ำเต้าทอง ว่านโป๊ยเซียน ฯลฯ

ว่านจำพวก คงกระพันชาตรี ว่านสามพันตึง ว่านพระยาดาบหัก ว่านหอกหัก ว่านคางคก ว่านมหาเมฆ ว่านมหานิล ว่านไพลดำ ว่านสบู่เลือด ว่านเพชรตาหลีก ว่านมหากาฬ ว่านมหาปราบ ว่านขมิ้นดำ ว่านสากเหล็ก ว่านเขาควาย ว่านพระเจ้าห้าพะองค์ ว่านหนุมาน ว่านประกายเหล็ก ว่านกระชายดำ ว่านกำแพงเพชรเจ็ดชั้น

ว่านจำพวกกำลังมาก ว่านพญาราชสีห์ ว่านเสือ ว่านม้า ว่านนิลล้อม ว่านพญาช้างสาร ว่านพญาช้างชัก ว่านถอนโมกขศักดิ์

ว่านจำพวกการสิทธิ์เทวดารักษา ว่านพระจันทร์ ว่านพระอาทิตย์ ว่านพระมเหศวร ว่านพระนารายณ์ ว่านพระนางมาควดี ว่านตาลปัตรฤาษี ว่านแสงไฟ ว่านกายสิทธิ์ ว่านพญานาค ว่านพญาหมอก ว่านไมยราบ ว่านพระฤาษีประสมยา ว่านปู่เจ้าสมิงพราย ว่านปู่เจ้าเขาเขียว

ว่านที่นำมาเมื่อเวลาไปเอาต้องดูฤกษ์ยาม และต้องทำพิธีบวงสรวงสังเวยก่อน จึงนำมาใช้ได้

น้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ที่นำมาประสมว่านยา และมวลสาร

1. น้ำพระพุทธมนต์ในพระราชวังหลวง 170 ปี

2. น้ำพระพุทธมนต์ทำสังคายนา 25 พุทธศตวรรษ โดยพระเถระทั่วโลก 2,500 รูป ประเทศพม่า

3. น้ำพระพุทธมนต์ 100 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร

4. น้ำพระพุทธมนต์ 25 พุทธศตวรรษท้องสนามหลวง

5. น้ำพระพุทธมนต์วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

6. น้ำพระพุทธมนต์ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

7. น้ำในสระศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ทั่วประเทศ มีสระแก้ว สระคง สระยมนา สระเกตุ สระจันทร์ สระพังเงิน สระพังทอง สระศักดิ์สิทธิ์จังหวัดเพชรบุรี

8. น้ำมนต์หลวงพ่อเลื่อน วัดสามแก้ว จังหวัดชุมพร พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช

9. น้ำมนต์หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี

10. น้ำในมหานที 9 สาย

11. น้ำในแม่น้ำ 108 บาง ทั่วประเทศ

มวลสารเหล่านี้นำมาบดผสมคลุกเคล้า และกดพิมพ์พระเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2511 ได้พระพิมพ์รวมทั้งหมด 100,000 องค์ แล้วได้จัดพิธีพุทธาภิเษก และปลุกเสกโดยพระเกจิอาจารย์สายวัดเขาอ้อ เช่น พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต)หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน หลวงพ่อหมุน วัดเขาแดงตะวันออก พระอาจารย์เล็ก วัดประดู่เรียง พระอาจารย์ปาล วัดเขาอ้อ อาจารย์นำ วัดดอนศาลา พระครูกาชาด (บุญทอง) วัดดอนศาลา พ่อท่านคล้อย วัดถ้ำเขาเงิน พระไชย วัดบ้านสวน พระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา พระครูกาชาด วัดอินทราวาส

นอกจากนั้นยังมีศิษย์ฆราวาสสายวัดเขาอ้อ เช่น อาจารย์ชุม ไชยคีรี นายแจ้ง นายแคล้ว ฯลฯ

ได้ปลุกเสกไปจนถึงวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2511 รวมระยะเวลา 33 วัน

การสร้างวัตถุมงคล หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน เริ่มสร้างวัตถุมงคล ตั้งแต่ปี พ.ศ.2483-2516
หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน ถือเป็นศิษย์สายสำนักเขาอ้อ วัตถุมงคลที่สำคัญมีดังนี้
พระกลีบบัวเนื้อเงินยวง สร้างเมื่อ พ.ศ.2483
พระปิดตานอโม เนื้อโลหะผสม และ เนื้อผงผสมว่านสบู่เลือด
พระรูปเหมือนพระอาจารย์ทองเฒ่า เนื้อผงผสมว่านสบู่เลือด
พระยอดขุนพล เนื้อผงผสมว่าน
รูปเหมือน 2 หน้า หน้าหนึ่งรูปอาจารย์ทองเฒ่า อีกหน้าหนึ่งรูปหลวงพ่อคง
พระขุนแผนออกศึก เนื้อผงผสมว่าน
พระสิวลี เนื้อผงผสมว่าน
เหรียญหลวงพ่อคง วัดบ้านสวน รุ่นแรก พ.ศ.2516
ตะกรุด ลูกอม ผ้ายันต์ และอีกมากมาย

Credit: Kasemnoi (เว็ป khalong )


ประวัติท่านอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี แห่งสำนักกุญแจไสยศาสตร์ ตอนที่ 2

ประวัติท่านอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี แห่งสำนักกุญแจไสยศาสตร์ ตอนที่ 2

ตอน พรสวรรค์เปล่งประกาย

เมื่อคราวที่ อ.ณรงค์ฤทธิ์ อายุได้ 8 ขวบ วันนั้นคุณพ่อ อ.ชุม ไชยคีรี ได้ทำการสอนศิษย์เรื่องวิชาเมตตาชั้นสูง ด้วยวิธีนำหนูและแมวดุๆมา ให้แมวอยู่ในกรงแล้วค่อยทำการเสกน้ำมันมหานิยมหรือที่เรียกกันว่าน้ำมันหนูกับแมว ขณะนั้นคุณพ่อ อ.ชุมได้ให้คนไปรับท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ จากโรงเรียนเพื่อให้มาสาธิตให้เหล่าคณะศิษย์สำนักกุญแจไสยศาสตร์ที่มาเรียนในวันนั้นได้ดู

ครั้น อ.ณรงค์ฤทธิ์ กลับมาถึงที่บ้านคุณพ่อท่านจึงบอกถึงเหตุผลที่ให้คนไปรับพร้อมสั่งให้เสกน้ำมันทาหนูกับแมว ให้แมวไม่ทำร้ายเบียดเบียนหนู ให้หนูกับแมวเป็นมิตรกัน อ.ณรงค์ฤทธิ์จึงทำการเสก เริ่มตั้งแต่อาราธนาขอบารมีครูบาอาจารย์ ว่าคาถาเมตตาชั้นสูงของสำนักกุญแจไสยศาสตร์ แล้วเดินจิตเจริญเมตตา พร้อมทั้งภาวนาพระคาถา 4 ตัว จนจิตเป็นเมตตาชั้นสูงแล้วจึงอธิษฐานให้น้ำมันเป็นเมตตาอย่างถึงที่สุด จากนั้น อ.ณรงค์ฤทธิ์ ได้ทรงอารมณ์เมตตาชั้นสูง พร้อมทั้งภาวนาพระคาถา 4 ตัวอยู่ตลอดเวลา ได้นำน้ำมันที่เสกอธิษฐานแล้วเจิมหนูกับแมว แล้วอธิษฐานว่า.

“หนูเอ๋ยแมวเอ๋ยพวกเจ้าเป็นศัตรูกันมาแต่โบราณ บัดนี้ข้าขอนะ ขอให้เลิกเป็นศัตรูต่อกัน เลิกเบียดเบียนกัน เลิกทำร้ายกัน ขอให้เป็นมิตรต่อกัน นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

จากนั้นก็เป่าพระคาถาไปที่แมวและหนูที่ทำการเจิมน้ำมันเมตตา จนเป็นที่แน่ใจในอำนาจพระคาถาและพลังจิตเมตตาชั้นสูงแล้ว จึงนำหนูกับแมวมาอยู่ด้วยกันพร้อมทั้งภาวนาพระคาถาอยู่ตลอดเวลา เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นโดยที่หนูและแมวต่างมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นแมวและหนูต่างก็เดินเข้าไปกินข้าวจานเดียวกัน หนูอยู่ร่วมกับแมวโดยสันติ บรรดาคณะศิษย์สำนักกุญแจไสยศาสตร์ต่างเห็นประจักษ์ด้วยตาในอำนาจแห่งเมตตาชั้นสูงและพรสวรรค์อำนาจจิตของท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 8 ขวบเท่านั้น.


ประวัติท่านอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี (ตอน ฉายแววอัจฉริยะ)

Image

ประวัติท่านอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี แห่งสำนักกุญแจไสยศาสตร์

ถ้าเอ่ยถึงวิชาไสยศาสตร์ สำนักวัดเขาอ้อ จ.พัทลุง แล้วต้องนึกถึงสำนักกุญแจไสยศาสตร์ ของคุณพ่อ อ.ชุม ไชยคีรี เพราะว่าเป็นสำนักฆราวาสของเขาอ้อที่โด่งดังที่สุด มีการเรียนการสอนที่ถึงใจที่สุดสำนักนึง ตั้งแต่ฝึกคงกระพันแล้วเอามีดเฉือน ฟัน ปาดคอ หรือการฝึกมหาอุด โดยการกำประทัดไว้แล้วนำไปจี้กับธูปพร้อมกับภาวนาคาถามหาอุด เสกให้ประทัดด้าน จนถึงขั้นการเสกมหาอุดแล้วใช้ปืนยิงข้ามหัว โดยที่กระสุนไม่ลั่นแม้แต่นัดเดียว การฝึกเสกเสดาะกุญแจโดยการให้ล่ามศิษย์ไว้กับหลักหรือป้ายหลุมศพเพียงคนเดียว โดยให้ภาวนาพระคาถาเสดาะกุญแจ เมื่อเสดาะกุญแจได้แล้วจึงเดินกลับมาหาอาจารย์ การฝึกเสกวิชาเมตตามหาเสน่ห์ ทำให้ศัตรูกลับเป็นมิตร เริ่มจากเสกขมิ้นกับปูนให้ขมิ้นเมื่อสัมผัสกับปูนแล้วปูนไม่เป็นสีแดง เสกมะนาวให้หวานหรือจืด จนถึงขั้นการเสกน้ำมันแล้วนำไปทาลูกหนูกับแมวดุๆ ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ หนูกินนมแมว อีกทั้งความโด่งดังตลอดจนการแสดงฤทธิ์ ในงานพิธีเสกพระยอดขุนพล พระขุนแผนปี 2497 ที่วัดพระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราชตลอด 3 เดือน หรือการนำพระไปทิ้งทะเลแล้วขอให้เทวดานำพระมาส่งคืนให้ในพิธีเสด็จกลับ ที่วัดสารอด กรุงเทพฯ อันทำให้พระขุนแผนเสด็จกลับเป็นที่เลื่องลือ ตลอดจนการแสดงฤทธิ์อีกหลายครั้งหลายหน จึงทำให้ชื่อเสียงของคุณพ่อ อ.ชุม ไชยคีรี เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ
แต่ยังมีอาจารย์ไสยศาสตร์อีกท่านนึง ที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะจากคุณพ่อ อ.ชุม ไชยคีรี โดยตรงตั้งแต่เด็กจนโต ผู้ซึ่งด้วยเปี่ยมพรสวรรค์ทางด้านไสยศาสตร์ สามารถแสดงฤทธิ์ได้ ตั้งแต่ 7 ขวบ เป็นอาจารย์ไสยศาสตร์ที่มีความโดดเด่นด้านวิชาคงกระพัน(มีดโกนตัดเส้นผมไม่ขาด) เมตตา มหาเสน่ห์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวิชามหาเสน่ห์นี่ขั้นสุดยอดเลยทีเดียว ท่านผู้นี้ก็คือท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี บุตรชายของท่าน อ.ชุม ไชยคีรี นั่นเอง
ท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี เกิดเมื่อวันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2493 โดยมี คุณพ่อ อ.ชุม ไชยคีรี เป็นบิดา คุณแม่บุญสืบ ไชยคีรี เป็นมารดา โดย อ.ณรงค์ฤทธิ์เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน 1.อี๊ด 2.จี๊ด(อ.ณรงค์ฤทธิ์) 3.จิ๋ว 4.เล็ก 5.ตึ๋ง 6.น้อย
เมื่อครั้งวัยเด็ก อ.ณรงค์ฤทธิ์ ก็มีชีวิตปกติตามประสาเด็ก จนกระทั่งอายุได้ 7 ขวบ ก็มีเหตุให้ท่านได้แสดงพรสวรรค์ทางด้านไสยศาสตร์เป็นครั้งแรก เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งคุณพ่อ อ.ชุม ไชยคีรี กำลังสอนคณะศิษย์ เรื่องเสกขมิ้นกับปูน (วิชาเมตตาชั้นสูง) โดยการให้คณะศิษย์เสกขมิ้นกับปูน ให้ขมิ้นเมื่อสัมผัสกับปูนแล้วปูนไม่เป็นสีแดงแต่ในวันนั้นปรากฎว่าไม่มีศิษย์คนใดทำได้เลย อ.ณรงค์ฤทธิ์ในวัยเด็กเดินเล่นในบ้านอยู่ในขณะนั้น อ.ณรงค์ฤทธิ์ เห็นว่าไม่มีใครทำวิชาที่คุณพ่อท่านสอนได้ เกิดมีความคิดในขณะนั้นว่า “ไม่น่าจะยาก” จึงได้เดินเข้าไปกราบเรียนคุณพ่อ อ.ชุม ว่าขอลองทำดูบ้าง เมื่อคุณพ่อท่านอนุญาต จึงได้ทำพิธีลงกระหม่อมรับเป็นศิษย์ตามระเบียบของสำนักกุญแจไสยศาสตร์ แล้วจึงสอนวิชาให้ อ.ณรงค์ฤทธิ์ ลองทำดู ซึ่งวิชาเมตตาชั้นสูงนั้นเป็นวิชาที่ยากวิชาหนึ่ง เพราะจะต้องทำจิตให้ละเอียด สงบเย็น อ.ณรงค์ฤทธิ์ได้ทำการลงยันต์ที่มือทั้ง 2 ข้าง วางขมิ้นไว้มือข้างนึง วางปูน(ที่ใช้สำหรับกินหมากแต่ไม่ใส่สีจึงมีสีขาว)ไว้มืออีกข้างนึง แล้วภาวนาคาถา 4 ตัว แล้วอธิษฐานจากนั้นจึงประกบมือ ทั้ง 2 ข้างเข้าด้วยกัน ปรากฎว่าเมื่อแยกมือทั้ง 2 ข้างออกจากกัน ขมิ้นอยู่ส่วนขมิ้น ปูนอยู่ส่วนปูน คือปูนไม่เป็นสีแดง มีคำโบราณกล่าวไว้ว่า “ขมิ้นกับปูนเข้ากันไม่ได้” แต่ อ.ณรงค์ฤทธิ์ ทำให้ขมิ้นกับปูนเข้ากันได้ขมิ้นกับปูนไม่เป็นศัตรูต่อกันไม่เบียดเบียนกัน ไม่ทำร้ายกัน เป็นผลสำเร็จ จะเห็นได้ว่าเพียงครั้งแรกที่ อ.ณรงค์ฤทธิ์ ฝึกวิชาเมตตาชั้นสูงก็มีผลสำเร็จทันทีนี่นับว่าท่านเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ทางด้านไสยศาสตร์อย่างแท้จริง
วิชาเสกขมิ้นกับปูนนี้เป็นพื้นฐานของวิชาเมตตาชั้นสูง และใช้สำหรับทำให้คนที่เกลียดกัน เป็นศัตรูต่อกัน คืนดีกลับเป็นมิตรกัน ลองคิดดูสิว่าการที่จะทำให้ศัตรูกลับเป็นมิตรนั้นยากขนาดไหนต้องใช้พลังจิตที่เป็นเมตตาจริงๆเท่านั้นจึงจะทำได้ ท่าน อ.ณรงค์ฤทธิ์ ไชยคีรี เป็นผู้มีพรสวรรค์ทางด้าน เมตตา มหาเสน่ห์อย่างแท้จริง
อนึ่ง คุณพ่อ อ.ชุม ไชยคีรี ท่านแม้จะเป็นอาจารย์ไสยศาสตร์ แต่ท่านไม่เคยบังคับให้ลูกของท่านคนใดเรียนวิชาไสยศาสตร์เลย นอกจากลูกของท่านจะสมัครใจเรียนเอง คือใครอยากเรียนก็มาขอเรียน ใครไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน

credit คุณทิม


พระคาถา พระธรรมราช

คาถาพระธรรมราช 
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

 

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ

 

สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

 

ทะ ทะ ทะ โร โร โร อะ อะ อะ

 

สะ สะ สะ โส โส โส โณ โณ โณ

 

นะโมพุทธายะ

 

สวด จนครบ 108 จบ แล้วเอาประคำวางด้านหน้า (เอาไว้ที่สูง อย่าวางบนพื้น) กราบสามครั้ง แล้วพอจะออกไปไหน ให้อธิษฐานเอา โดยหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ แล้วอธิษฐานให้ไปได้ กลับได้ (แคล้วคลาด ปลอดภัย)

 

อานุภาพ

 

ภาวนาชักลูกประคำด้วยคาถาพระธรรมราช 108 จบ ก่อนนอน แล้ว เอาประคำไว้หัวนอน จะเกิดนิมิตดี ไม่ฝันร้ายกันผี กันโจร กันไฟ ครูอาจารย์ และเทวดาจะบันดาลให้รู้เหตุร้ายล่วงหน้า โจรหากจะเข้ามาจะเห็นคนเดินรอบเป็นเหมือนหุ่นพยนต์ (หุ่นที่เสกด้วยอาคม ใช้ป้องกันภัย)
ตื่น นอน ให้ภาวนาชักลูกประคำอีก 108 จบ อาจารย์ชุม ท่านกล่าวว่าจะเป็นผู้เจริญด้วยลาภ ยศ ทำมาค้าขึ้น มีอานุภาพให้กิจการที่ติดขัดอยู่สำเร็จ และทำให้อายุยืน
ภาวนา ชักลูกประคำ 108 จบ แล้วเอาลูกประคำใส่ลงในน้ำ เอาน้ำนั้นมาล้างหน้าเป็นเมตตามหานิยม ถ้าเอาน้ำนั้นมากินจะเป็นคงกระพันชาตรี ถ้าเอาไปอาบจะเป็นการสะเดาะห์เคราะห์ ทำให้โชคร้าย กลายเป็นดี มีสติปัญญา มีวาสนา มีความเจริญก้าวหน้า
ถ้า หากไปนอนในป่า ในถ้ำ ก่อนนอนให้ภาวนาชักลูกประคำ 108 จบ แล้วค่อยนอนเทวดาจะมาคุ้มครองรักษา จะมาบอกลาภให้ ถ้าหลงทางก็จะพบทางออก ถ้าอดข้าวก็จะพบบ้านคน
ชัก ลูกประคำ 108 จบ แล้วนำลูกประคำติดตัวไป ป้องกันศาสตราวุธ กันอุบัติเหตุ กันสัตว์ร้าย กันคนร้าย กำบังผู้คิดร้ายต่อเราหรือศัตรู จะเป็นเราคนเดียวเป็นหลายคน
ก่อน ออกปราบโจรผู้ร้าย หรือไปรบทัพจับศึก หรือไปในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัยให้ตั้งใจภาวนาชักประคำ 108 จบ แล้วเอาลูกประคำสวมคอไป กระสุนปืน วัตถุระเบิดใดๆ ไม่สามารถถูกกายเราเลย หรือหากถูกศัตรูห้อมล้อมไว้ ภาวนาคาถาพระธรรมราชเดินแหวกวงล้อมไป ศัตรูทำร้ายมิได้เลย หากถูกจับก็ให้ภาวนาสะเดาะเครื่องพันธนาการได้ทุกชนิด
ถ้าจะให้ลูกหลานหรือบุคคลอื่นเป็นคงกระพันก็ให้ภาวนาชักลูกประคำ 108 จบ แล้วเอาลูกประคำใส่ลงในน้ำ เสก ต่ออีก 108 จบ เอาน้ำนั้นให้กิน เป็นคงกระพันทุกคน ถ้าเอาน้ำอาบก็เป็นการสะเดาะเคราะห์ให้เคราะห์หมดไปได้เป็นอย่างดี หรืออธิษฐานให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บก็ได้สุดแต่จะตั้งความปรารถนา
ก่อนจะกระทำทุกครั้งให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย หลวงปู่คง วัดตาลจังหวัดสุพรรณบุรี และอาจารย์ชุม ไชยคีรี หาก จะให้บังเกิดผลโดยเร็วให้สวดด้วยจิตใจที่มั่นคงเป็นสมาธิ และหากมีเวลาควรจะสวดในเวลา 6 โมงเช้าหนึ่งรอบ และ เที่ยงคืนอีกหนึ่งรอบไม่เกิน 3 วัน 7 วัน จะเห็นอานุภาพของพระคาถานี้ (ต้องสวดทุกวันติดต่อกันด้วยนะครับ)


อีกแง่มุมนึงที่คนควรรูเกียวกับ “ขุนแผน”

ประวัติ

ถ้าจะกล่าวถึงวรรณกรรมเรื่องดังเรื่องหนึ่งของเมืองไทย ที่มีชื่อว่า “ขุนช้าง-ขุนแผน” แล้วละก็ น้อยคนนักที่จะมีใครไม่รู้จักเพราะเป็นวรรณคดีที่มีการนำมาเป็นตัวอย่างให้กับเด็กๆได้ศึกษาในหลายๆประเด็น ทั้งเรื่องการใช้คำในการแต่งโครงกลอน หรือเนื้อเรื่องที่นำมาเป็นกรณีศึกษาและอุทาหรณ์ สอนใจ แต่เนื่องจากเป็นวรรณกรรมที่เราเคยได้รับฟังตั้งแต่สมัยเด็กๆอาจจะช่วงประถมหรือไม่ก็มัธยม และหลังจากนั้นเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะห่างหายไปจากการได้ยินได้ฟังเรื่องขุนช้างขุนแผน ไปอีกนานหลายปี บางคนอาจไม่เคยได้นึกคิดถึงเรื่องนี้อีกเลย ถึงกระนั้นเราก็ยังจำเรื่องราวได้ดี เมื่อมีคนหยิบยกมาสนทนากัน แต่จะมีใครสักกี่คนที่ได้ศึกษา หรือขบคิด ถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังว่าเรื่องราวที่เราเคยได้ยินมานั้นมันเป็นความจริงไหม ทำไม่ถึงต้องเป็นแบบนั้น หรือมันก็เป็นแค่เรื่องที่นักเขียนยุคหนึ่งสมัยหนึ่งได้แต่งขึ้นมาเท่านั้นเอง

มาถึงวันนี้เรื่องราวผ่านมาหลายร้อยปี สำหรับคนที่มีความสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย หรือเกี่ยวกับวรรณกรรมไทย เรามาลองคิดกันดูอีกที่ดีไหมว่าเรื่องราวเหล่านั้นทำไมถึงเป็นอย่างนั้น หรือมีข้อน่าสงสัยตรงไหนที่ดูน่าจะขัดกับความเป็นจริงอยู่ ท่านจะสงสัยอย่างไรนั้นก็คงแตกต่างกันไป

เรื่องราวอีกแง่มุมหนึ่งที่จะนำมาเสนอในที่นี้อาจมีความแตกต่างจากสิ่งที่ท่านเคยได้ยินมา แต่ถึงกระนั้นก็อย่าได้คิดว่าเรื่องนั้นถูกเรื่องนั้นผิดเลยเพราะมันคงจะไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อะไร ขอให้ท่านอ่านแล้วลองใช้วิจารณญาณ ของท่านพิจารณาดูก็แล้วกันว่าสมควรที่จะเปลี่ยนความรู้สึกลึกๆในใจท่านบ้างหรือเปล่า เรื่องราวนั้นก็มีอยู่ว่า

เรื่องของขุนช้างขุนแผนนั้นเป็นเรื่องราวชีวิตจริงของบรรพบุรุตไทยสมัยอยุธยาช่วงราวๆปี พ.ศ. 1967 ถึง 1991 ในรัชสมัยของพระเจ้าพันวัสสาหรือ ที่เรียกกันว่า พระเจ้าสามพระยา ความจริงแล้วคำว่าขุนช้างและขุนแผนนั้นไม่มีในทำเนียบของราชการ เป็นคำเรียกที่ชาวบ้านเขาตั้งให้เท่านั้น ที่เรียกว่า ขุนช้างก็เพราะ คนตระกูลนี้เป็นมหาเศรษฐี เป็นคนหาช้างให้แก่พระราชา ตั้งแต่สมัยปู่ เป็นคนฝึกช้าง คุมช้าง หรือ เรียกได้ว่าเป็นหัวหน้ากองช้าง จึงเรียกว่า ขุนช้าง จริงๆขุนช้างมีชื่อจริงๆ ว่า “ศรี” แปลว่ามิ่งขวัญ เป็นคนมาดดี สง่าผ่าเผย ตาผ่องใส หน้ารูปไข่นิด ๆ แต่ว่า หน้าเป็นหน้าของผู้ชาย ไม่ใช่รูปไข่ของผู้หญิง ผิวค่อนข้างขาว ลักษณะ ท่าท่าง องอาจ สง่าผ่าเผย หัวก็ไม่ได้ล้านเลี่ยนดังที่มีคนเขียนไว้ เพียงแต่ หัวเถิกง่ามถ่อ ธรรมดาๆ เท่านั้น ขุนช้างอายุแก่กว่าขุนแผน 1 ปี สำหรับ ขุนแผน ก็เหมือนกัน จริงๆแล้ว ขุนแผนมีชื่อว่า “พลายแก้ว” พลายแก้ว คือ ช้างแก้ว ช้างที่มีกำลังใหญ่ ช้างตัวประเสริฐของพระเจ้าจักรพรรดิ ที่เขาให้ชื่อว่า พลายแก้ว ก็เพราะ เกิดมาฤกษ์ดี โหรพยากรณ์ว่า เด็กคนนี้จะมีอำนาจมาก สามารถจะปราบปราม ข้าศึกได้ทุกทิศ โดยที่จะใช้กำลังคน เข้าประชิดกับข้าศึก ด้วยกำลังไม่มาก ขุนแผน เป็นคนหน้าตาดี สวย สมส่วนสมสัด ท่าทางดี ทะมัดทะแมง ผิวขาว ขาวกว่าขุนช้างอีก อย่างที่ชาวบ้านเขาเรียกว่า เป็นคนขาว และที่เรียกว่า ขุนแผน ก็เพราะ เป็นคน ออกแบบออกแผน จู้จี้จุกจิก เห็นอะไรไม่ดี ก็จัดสรร กราบบังคมทูลพระเจ้าพันวัสสา พระองค์ก็เห็นด้วยทุก ประการ อาศัยที่เป็นคนวางแผน ชอบเปลี่ยนแปลง ชอบจัดระบบให้สมดุลอยู่เสมอ ชาวบ้านจึงเรียกว่า ขุนแผน ทั้งขุนช้างและขุนแผนเป็นเพื่อนที่รักกันมาก

ขุนแผนเป็นลูกของขุนไกรซึ่งเป็นแม่ทัพ และตัวของขุนแผนเองก็เป็นแม่ทัพเช่นกัน เป็นคนอยู่ในระเบียบวินัย เป็นคนที่รวบรวมกำลังของคนไทย เพื่อต่อสู้กับข้าศึกศัตรู การที่นิยายเขาบอกว่าขุนช้างโกงเอาเมียขุนแผนและขุนแผนก็ไปขโมยเมียตัวเองมาจากขุนช้างนั้น เรื่องนี้มิได้เป็นความจริงดังนั้นเลย เพราะว่าทั้งสองท่านเป็นคนดี และในเวลานั้นเป็นสมัยราชาธิปไตย คนที่อยู่ในสมัยราชาธิปไตยต้องเป็นคนดีคน อยู่ในระเบียบ ประเพณี พระธรรมวินัย และพระราชาก็มีอำนาจสั่งตัดหัวได้สบายๆ ถ้าหากใครทำชั่วอะไร

ความจริงนั้นก็คือว่า ขุนช้างเป็นคนไม่มีลูก แต่ขุนแผนเป็นคนมีลูกมาก มีลูกมากเพราะว่ามีเมียมาก ที่มีเมียมากก็เพราะว่าเป็นคนมี คาถาอาคมดี รูปร่างหน้าตาดี สวย เก๋ มีเสน่ห์ ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นคนอ่อนโยน กตัญญูรู้คุณ มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไปที่ไหนก็มีแต่ความแช่มชื่น เป็นที่รักของคนทั่วไป ฉะนั้นเมื่อชาวบ้านรักได้ สาวๆก็รักได้ เมื่อสาวๆรักได้ พ่อแผนหนุ่มเมียเพลอก็รักได้เช่นกัน ฉะนั้นพ่อแผนจึงมิได้มีเมียเพียง 2 คน คือนางลาวทอง กับพิมพิลาไลย หรือมีเมีย 5 คนตามที่เข้าใจกัน แต่มีเมียมากกว่านั้น และขุนแผนเองก็ไม่ได้มีฐานนะยากจนเข็ญใจอย่างที่พูดกัน เงินทองพอมี แต่ที่ไม่ได้มีเงินอย่างเหลือล้นเท่านั้นเอง เพราะว่าขุนแผน ไม่ค่อยเก็บสตางค์ ไปที่ไหน ก็จ่าย ให้ลูกน้องดะ เห็นคนยากจนเข็ญใจ ก็สงเคราะห์ให้ตามสมควร มีอะไรพอที่จะช่วยเหลือได้ ก็ช่วยทุกอย่าง รวมทั้งการที่เป็นคนมีลูกน้องมาก นอกจากเบี้ยหวัดเงินปี ที่พระราชาให้ ขุนแผนก็ต้องล้วงเงินในกระเป๋าของตนเลี้ยงด้วย คนทั้งหลายที่มีกำลังดี ก็เก็บเอาไว้ต่อสู้กับข้าศึก ถ้าขุนแผนไม่จับจ่ายใช้สอยมากคงจะมีเงินมากเหมือนกับขุนช้างเช่นกัน แต่ทว่าที่เขาว่าจนก็ยังอยู่ในฐานะคหบดีระดับสูง และการที่ขุนช้างเป็นคนไม่มีลูกก็เลยถือว่าลูกของขุนแผนซึ่งเป็นเพื่อนรักกันเป็นเสมือนลูกของตัวเอง ดังนั้นทุกเช้าขุนช้างจะสั่งให้คนใช้หุงข้าวไว้มากๆ ทำกับข้าว ทำขนมไว้มากๆ เพื่อเวลาที่ลูกของขุนแผนมาจะได้กินกันได้อย่างเพียงพอ เวลาลูกของขุนแผนมาถึงบ้านขุนช้าง ก็เข้าไปหาขุนช้างและก็บอก คุณพ่อไอ้นี่ดี คุณพ่อไอ้นั่นดี อันไหนที่ว่าดีขุนช้างก็หาให้ ลูกของขุนแผนเรียกจะเรียกขุนช้าง ว่า พ่อทุกคน พวกเด็กๆรักขุนช้างเหมือนพ่อ ขุนช้างเองก็รักลูกขุนแผนเหมือนลูกเช่นกัน ลูกขุนแผนต้องการอะไร ขุนช้างหาให้ทั้งหมด นี่ก็แปลว่าทั้งสองคนเป็นคนดีกันจริงๆ

ขุนแผนนั้นเป็นแม่ทัพที่มีความสามารถมาก เป็นคนรวบรวมกำลังพลของชนชาติไทยในสมัยนั้น ให้เป็นปึกแผ่น เป็นนักรบที่มีความเก่งกาจอย่างมาก รบที่ไหนชนะทั้งหมด เพราะอาศัยว่าเป็นคนมีวิชาอาคมมาก ล่องหนหายตัวได้ สะเดาะกลอนได้ สร้างหุ่นพยนต์ได้ ทำอะไรได้แปลกๆหลายอย่าง การรบทัพจับศึกก็ใช้คนไม่มาก ก็สามารถปราบข้าศึกได้ และด้วยเหตุนี้ ถ้าลองพิจารณาดูว่า เรื่องที่ขุนช้างจะไปแย่งเมียขุนแผนและขุนแผนก็ไปขโมยกลับมานั้น ดูไม่น่าจะเป็นไปได้เท่าไหร่ เพราะถ้าขุนช้างไปแย่งเมียขุนแผนจริง ขุนช้างคงจะไม่รอดแน่ๆ เพราะขุนแผนนี้ มีวิชาอาคม ร้ายกาจมาก ถ้าปรารถนา จะฆ่าคน สักคนนั้น มันไม่ยาก ไม่ต้อง ใช้อาวุธ เป็นแต่ เพียงหยิบเอาต้นหญ้าขึ้นมาต้นเดียว ต้องการให้ต้นหญ้านั้นเข่นฆ่าใคร คนนั้นก็ตายแล้ว ความจริงขุนแผนกับขุนช้างไม่มีเรื่องร้ายอะไรต่อกันเลย จะมีก็แต่ความเข้าใจผิดกันเล็กน้อย ตอนที่ขุนแผนไปตีเมืองจอมทอง มีคนเขามาแกล้ง แย่งความดีของขุนช้าง คิดจะให้ขุนช้างถูกขุนแผน ฆ่าตาย จึงเอากระดูกคนมาแสดงให้ขุนช้างเห็นว่า เวลานี้ขุนแผนตายแล้ว และขุนแผนก็สั่งว่า สำหรับวันทอง ซึ่งเป็นเมียเล็ก เห็นว่า ไม่คู่ควรกับใคร ขอมอบไว้กับขุนช้าง ปกครองด้วย ช่วยรักษาเธอให้มีความสุข แต่เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรทั้งสองคนก็เข้าใจกันในเวลาต่อมา และประกอบกับคนสมัยนั้นจิตเขา เป็นมหากุศล ทำบุญ ทำกุศล สวดมนต์ ใส่บาตรไหว้พระ เจริญสมถะวิปัสสนากันเป็นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับขุนแผน ซึ่งก็จะเห็นว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขียนกันไปนั้น มันลอกเปลือกกันมาก จนคนเข้าใจกันผิดไปมาก

ส่วนหนึ่งบทเสภาจากวรรณคดี ขุนช้าง-ขุนแผนที่แต่งขึ้น ซึ่งกล่าวถึงการเรียนวิชาอาคมของขุนแผน ที่ดูแล้วส่วนใหญ่ถูกต้องตามตำราของพระเวทอาคมและเป็นบทเสภาที่ไพเราะแสดงถึงพรสวรรค์และความชำนาญในการใช้คาถาอาคมของขุนแผน

อันเรื่องราวกล่าวความพลายงามน้อย ค่อยเรียบร้อยเรียนรู้ครูทองประศรี

ทั้งขอมไทยได้สิ้นก็ยินดี เรียนคัมภีร์พุทธเพทพระเวทมนต์

ปัถมังตั้งตัวนะปัดตลอด แล้วถอนถอดถูกต้องเป็นล่องหน

หัวใจกริดอิทธิเจเสน่ห์กล แล้วเล่ามนต์เสกขมิ้นกินน้ำมัน

เข้าในห้องลองวิชาประสาเด็ก แทงจนเหล็กแหลมลู่ยู่ขยั้น

มหาทะมื่นยืนยงคงกระพัน ทั้งเลขยันต์ลากเหมือนไม่เคลื่อนคลาย

แล้วทำตัวหัวใจอิติปิโส สะเดาะโซ่ตรวนได้ดังใจหมาย

สะกดคนมนต์จังงังกำบังกาย เมฆฉายสูรย์จันทร์ขยันดี

ทั้งเรียนธรรมกรรมฐานนิพพานสูตร ร้องเรียกภูตพรายปราบกำราบผี

ผูกพยนต์หุ่นหญ้าเข้าราวี ทองประศรีสอนหลานชำนาญมา

และอีกเรื่องที่มีความเข้าใจกันผิดๆก็คือเรื่องของกุมารทอง หรือลูกกรอกของขุนแผน จริงๆแล้ว บัวคลี่ไม่ได้ตาย เพราะถูกขุนแผนผ่าท้องเอาลูกไปทำลูกกรอก ความจริงลูกกรอกเขาเกิดมา เพื่อให้คุณแก่พ่อแม่ และมีลักษณะพิเศษ คือ เวลาท้องนั้น ท้องโตได้ยุบได้ บัวคลี่คลอด ลูกออกมาเป็นลูกกรอก แล้วต่อมาอีก 3-4 เดือน จึงได้ตายด้วยโรคภัยธรรมดา

ในตอนท้าย ขุนช้าง ท่านมีราชทินนามหรือบรรดาศักดิ์ ก่อนที่ท่านจะตาย ว่า พระยาภานุมาศ สำหรับขุนแผนนั้น เป็นพระบำราบอรินทร์ และก็เป็น พระยากาญจน์บุรี แต่เนื้อแท้ จริง ๆ ท่านเป็น เจ้าพระยา แต่ทว่า ประวัติศาสตร์หายไปบางส่วน ทั้งสองคน เวลาที่รับราชการอยู่ก็ชอบทำบุญ ทำทาน ตอนพ้น จากราชการก็ไปจำศีลกันในป่าในเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งขุนแผน ไปอยู่ที่เขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนขุนช้าง ปรากฏว่า หลบไปอยู่ทางเขาราวเทียน ซึ่งอยู่ทางหลังอำเภอหันคา ทั้งสองคนจำศีลภาวนาจนได้ ฌานสมาบัติ ตายจากความเป็นคน ขุนช้างไปเกิด เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช แต่สำหรับขุนแผน เวลาตายก็เข้า ฌานตาย เพราะมีกำลังใจใหญ่ ตายแล้วไปเกิดเป็นพรหม และก็เป็นพรหมที่ขยันเกิดด้วย เพราะมีนิสัย ชอบยุ่ง ท่านถือว่า คนไทยที่มีน้ำใจดี เป็นคนของท่าน เป็นพี่เป็นน้องท่าน และท่าน ก็มาเกิดอีกครั้งในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มี นามว่า นายเหล็ก สมัยรัตนโกสินทร์ก็มาเกิดอีก แต่จะเป็นใครนั้นไม่รู้แล้ว

อย่างไรก็ดีขุนแผนหรือพยากาญจน์บุรี เป็นยอดวีรบุรุษของแผ่นดินสยามที่ลูกหลานคนไทยสมควรจะจดจำและน้อมรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญและความเสียสละของท่านที่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้นของอริราชศัตรู ประกอบกับคุณงามความดีที่ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความสื่อสัตย์สุจริตเห็นแก่ประโยนชน์ของบ้านเมืองเหนือกว่าสิ่งอื่นใด ท่านเป็นทั้งนักรบที่เก่งกาจกล้าหาญ และเป็นนักรักที่น่าเคารพศรัทธา ใครที่เคยเข้าใจขุนแผนผิดได้อ่านบทความนี้แล้วแล้วก็ได้โปรดเข้าเสียใหม่ เพราะประวัติศาสตร์เรื่องจริง กับนิยายที่แต่งขึ้นภายหลังนั้นมันแต่งต่างกันมาก ให้ข้อสังเกตถึงบารมีของพ่อขุนแผนไว้อย่างหนึ่งคือ คำว่าขุนแผน ทุกคนที่เกิดมาเป็นคนไทยจะคุ้นหูกันดี ถึงแม้แต่คนที่ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเรื่องราวของขุนแผนจริงๆเป็นอย่างไร หรือจะเข้าใจไปในแบบไหนก็ดี แต่ชื่อ “ขุนแผน” ก็ติดอยู่ในหัวใจคนไทย ตรงกับคำกล่าวที่ว่าคนไทยหัวใจขุนแผนยังไงละครับ รู้ความจริงแล้วหากใครศรัทธา ลองบูชาพ่อแผนด้วยความจริงใจ แล้วท่านจะพบกับสิ่งดีๆที่ท่านไม่เคยคิดมาก่อนเลยทีเดียว

credit เว็ป learners ที่เขียนมาช่วยให้คำตอบหลายๆอย่างที่ผมเคยสงใส


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.